ผู้เขียน หัวข้อ: มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9  (อ่าน 625 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ADMIN

  • Administrator
  • *
  • กระทู้: 4928
  • คะแนนน้ำใจ: 15
    • ดูรายละเอียด
มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9
« เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2013, 08:57:41 PM »







มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9
       
       ปัทม์พยายามเมินหน้าไม่มองภาพเหล่านั้นเพราะเจ็บปวดและสะเทือนใจมาก รจนาไฉนวิ่งเข้ามาหาปัทม์ เห็นปัทม์ถูกใส่กุญแจมือก็ตกใจ
       
       “คุณปัทม์”
       ปัทม์มองรจนาไฉน และไม่มีอะไรจะพูดออกมา...
       “คุณปวุฒิ... คุณปัทม์ไม่ได้ทำผิดแน่นอน คุณปัทม์เป็นผู้บริสุทธิ์”
       “ผมจำเป็นต้องทำตามหลักฐาน” ปวุฒิบอก
       “ฉันกับทุกคนในไร่เป็นพยานได้ว่าคุณปัทม์ไม่ได้ค้ายา”
       “ไปเถอะคุณปวุฒิ” ปัทม์บอก
       รจนาไฉนจะเข้าไปหาปัทม์ แต่พูนทวีเข้ามาห้ามไว้
       “ใจเย็น ๆ ก่อนครับคุณเพื่อน ยังไงก็ต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม”
       รจนาไฉนหันไปที่ลานด้านหน้าโรงพัก เห็นรถบรรทุกใบชาของไร่ปัทมกุลที่ถูกยึดมาเป็นของกลาง ตำรวจกำลังเทชาออกจากกล่องชาลงบนพื้นต่อเนื่อง ใบชาได้รับความเสียหาย
       รจนาไฉนมีสีหน้าตกใจรีบวิ่งออกไปทันที พูนทวีแปลกใจ
       
       ปวุฒิเดินนำปัทม์จะพาเข้าไปด้านในสถานีฯ
       “หยุดนะ อย่าทำอย่างนี้”
       เสียงรจนาไฉน ทำให้ปัทม์แปลกใจหันไปมองที่มุมหนึ่ง เห็นเธอเข้าไปห้ามตำรวจที่กำลังเทชาออกจากกล่องชา...
       “อย่าเทใบชาทิ้ง อย่าทำลายใบชา”
       “พวกผมต้องเทใบชาออกมาทุกกล่อง เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมว่า มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่มั้ย” จ่าบอก
       “ถ้ากล่องไหนไม่มียาบ้า คุณต้องรีบเก็บใบชาใส่กล่อง ทิ้งใบชาไว้กลางแดดแบบนี้ไม่ได้ ใบชาจะเสียหาย”
       ปัทม์อึ้งที่รจนาไฉนเข้าไปปกป้องชา
       “พวกคุณรู้รึเปล่า กว่าจะมาเป็นใบชาที่คุณเห็น พวกเราต้องปลูก ต้องดูแลนานแค่ไหน เราต้องเด็ดใบชาทีละยอดด้วยมือของเราตั้งแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น กว่าเราจะอบจนกลายเป็นผลผลิตใบชาคุณภาพ.. ต้องใช้เวลาและความตั้งใจมากขนาดไหน”
       ปัทม์มองรจนาไฉนด้วยความปวดใจที่เขาไม่สามารถปกป้องชาไว้ได้ ปวุฒิเห็นก็ตกใจ ไม่คิดว่ารจนาไฉนจะทุ่มเทถึงเพียงนี้!! พูนทวีอึ้ง... ไม่คาดคิดว่ารจนาไฉนจะเป็นส่วนหนึ่งของไร่ชาปัทมกุลไปแล้ว
       รจนาไฉนทรุดตัว เข้าไปกอบใบชาบนพื้นใส่กล่อง
       “ฉันปล่อยให้พวกคุณทำลายใบชา ทำลายความรักของชาวไร่ปัทมกุลไม่ได้ ฉันต้องรักษาใบชาไม่ให้เสียหายมากไปกว่านี้”
       รจนาไฉนใช้สองมือโกยใบชาเพื่อใส่กล่องคืน ปัทม์ยืนมอง ถึงกับน้ำตาเอ่อไม่อาจทนดูภาพนั้นได้อีก
       “ไปเถอะครับ”
       ปวุฒิรีบพาปัทม์เดินเข้าไปในโรงพัก
       
       ภายในห้องสอบสวน ปัทม์กำลังถูกปวุฒิสอบสวน
       “คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีมาก...ที่มีคนรักคุณ”
       ปัทม์ชะงักนิดหนึ่ง ในใจปัทม์ไม่เคยรับรู้ว่ารจนาไฉนมีใจให้กับเขา
       “ถ้าวันหนึ่งผมตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับคุณ ผมจะได้รับความรักและการใส่ใจเหมือนคุณรึเปล่า"
       ปัทม์เปลี่ยนเรื่องพูด
       “คดีของผมจะเป็นยังไง คุณเชื่อในความบริสุทธิ์ของผมรึเปล่า”
       “ผมจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่ใช่เรื่องสำคัญ... เพราะความเชื่อลบล้างหลักฐานทางกฎหมายไม่ได้”
       ตำรวจนำเอกสารเข้ามาในห้อง
       “ตรวจค้นที่ไร่ชาและบ้านปัทมกุล ไม่พบยาเสพติดครับ”
       ปวุฒิอ่านเอกสารประกอบ
       “คุณไม่เคยต้องคดีอาชญากรรมหรือมีประวัติค้ายา”
       “ผมไม่ได้ทำ พวกคุณไม่มีสิทธิ์ยึดไร่ชาหรือทรัพย์สินในบ้านผมแม้แต่ชิ้นเดียว ผมได้มาด้วยความสุจริต”
       “เบื้องต้นจะยังไม่มีการยึดทรัพย์จนกว่าศาลจะพิพากษาว่าคุณผิด และตรวจสอบได้ว่าทรัพย์สินนั้นได้มาจากการค้ายา”
       “ผมต้องถูกควบคุมตัวนานแค่ไหน”
       “ภายในสองวันนี้ถ้ายังไม่มีหลักฐานมาหักล้าง ผมต้องนำตัวคุณไปฝากขัง และถ้าศาลตัดสินว่าคุณผิดจริง คุณมีโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 15 ปี”
       ปัทม์มีสีหน้าเครียด
       
       ลานหน้าสถานีตำรวจ รจนาไฉนพยายามโกยชาเข้าใส่กล่องอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทั้งที่อยู่กลางแสงแดดจ้า พูนทวีมองเธอด้วยสายตาเห็นใจ
       “คุณเพื่อนหยุดเถอะครับ”
       รจนาไฉนไม่ฟัง ยังคงโกยใบชาเข้ากล่อง
       “ไม่มีประโยชน์แล้ว หยุดเถอะครับ”
       “ฉันปล่อยให้ตากแดดอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องรีบเอาไปส่งให้ทันกำหนด”
       รจนาไฉนโกยชาต่อไป พูนทวีเข้ามาห้ามไว้
       “หยุดเถอะครับ”
       รจนาไฉนปัดมือพูนทวี   
       “คุณไม่เข้าใจ คุณอย่ามายุ่ง!”
       “ใบชาทั้งหมดถูกยึดเป็นของกลางแล้ว เราเอาไปไม่ได้ครับ”
       รจนาไฉนได้สติ
       “จริงสิ ทุกอย่างมันจบสิ้นลงแล้ว...คุณปัทม์”
       
       รจนาไฉนปาดน้ำตาแล้วรีบลุกออกไป พูนทวีแปลกใจ



   รจนาไฉนมาถึงหน้าห้องสอบสวน เจอปวุฒิที่ออกมาจากห้องพอดี เขาหันไปสั่งตำรวจที่นำคนรถออกมาจากห้องสอบสวนอีกห้องหนึ่ง
          ปวุฒิพูดกับตำรวจ
          “แยกขังคนรถไว้ที่อีกห้องหนึ่ง เดี๋ยวผมจะสอบสวนเองอีกครั้ง”
          “ครับผม”
          รจนาไฉนถามปวุฒิ
          “คุณปัทม์อยู่ไหน ฉันต้องการพบเขา”
          ปวุฒิมองรจนาไฉนไม่ทันตอบ แต่รจนาไฉนเปิดประตูเข้าไป เธอไม่พบใครในห้องก็แปลกใจ... ปวุฒิเดินเข้ามา
          “สอบปากคำเบื้องต้นเสร็จแล้ว พ่อเลี้ยงปัทม์ต้องถูกควบคุมตัวอยู่ที่นี่ครับ”
          รจนาไฉนมองปวุฒิ
       
          รจนาไฉนสีหน้าเศร้าสร้อยเดินไป เจอปัทม์อยู่ในห้องขัง เขามองเธอด้วยความปวดใจ
          “ทำไมพวกเขาทำกับคุณอย่างนี้ บอกเขาสิว่าคุณไม่ได้ทำ”
          “ฉันให้การตามความจริงทุกอย่าง ที่เหลือคงต้องเป็นไปตามหลักฐาน”
          “ฉันเชื่อใจคุณนะคะ”
          “กลับไปเถอะ”
          รจนาไฉนเข้ามาจับมือปัทม์
          “คุณต้องอดทนนะคะ ฉันจะพยายามหาหลักฐานมาช่วยคุณ”
          “กลับไปซะ”
          “ไม่ต้องห่วงคุณเปรมนะคะ ฉันจะดูแลท่านให้เอง”
          “ฉันหมายถึงให้เธอกลับกรุงเทพฯ ไปซะ ถ้าอยู่ที่ไร่เธออาจจะต้องเดือดร้อนเพราะฉัน"
          “คุณปัทม์”
          “กลับไปกรุงเทพฯซะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”
          ปัทม์หันหน้าหนี เดินเข้าไปในมุมสุดของห้องขัง ไม่ยอมมองหน้ารจนาไฉน
          “คุณปัทม์” รจนาไฉนเสียงแผ่ว
          รจนาไฉนเศร้าใจจำต้องเดินออกไปจากห้องขัง ปัทม์เห็นว่าเธอเดินออกไป จึงเดินกลับมาที่กรงขัง มองภาพเธอเดินจากไปจนลับตา
       
          รจนาไฉนเดินออกมา พูนทวีเข้ามาหา
          “ผมจะพาคุณไปเก็บของ แล้วจะไปส่งคุณที่สนามบินเอง”
          “ไม่ค่ะ...ฉันไม่กลับ”
          รจนาไฉนเดินหนีพูนทวีไปทางหนึ่ง พูนทวีแปลกใจ
          
          ภายในห้องทำงานปวุฒิ    รจนาไฉนเดินตรงเข้ามาหาปวุฒิที่โต๊ะทำงาน
          “ผมจำเป็นต้องทำตามกฎหมาย หลักฐานมัดตัวแน่นหนามาก ผมทำอะไรไม่ได้”
          “ทำไม่ได้ หรือคุณไม่อยากทำคะ”
          “คุณเพื่อน...ทำไมคุณถึงถามผมอย่างนี้”
          “เพราะคุณจะได้แก้แค้นที่เขากลั่นแกล้งทำร้ายคุณเมื่อคราวก่อน และนี่เป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้คุณดึงเขาออกไปจากชีวิตฉันได้”
          ปวุฒิอึ้ง ไม่คิดว่ารจนาไฉนจะคิดอย่างนี้
          “ใช่มั้ย คุณคิดอย่างนั้นใช่มั้ยคะ”
          ปวุฒิน้อยใจ พูดประชด
          “ใช่...นี่เป็นโอกาสเดียวที่ผมจะแย่งคุณคืนมาจากเขา ผมเคยบอกแล้วไง ผมจะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวคุณคืนมา”
          “คุณมันขี้ขลาด ไม่ใช่ลูกผู้ชาย”
          รจนาไฉนหันขวับจะเดินออกไปจากห้อง แล้วหันมาบอกปวุฒิ
          “เพื่อนจะไม่ยอมให้คุณปัทม์ต้องติดคุก”
          รจนาไฉนเดินออกไป
          
          รจนาไฉนเดินมาแอบมองปัทม์ที่อยู่ในห้องขัง เธอร้องไห้น้ำตาซึมด้วยความสงสาร ปวุฒิยืนมองอยู่ที่มุมหนึ่งไกลออกมาแล้วรำพึง
          “วันนี้คุณเข้าใจเขา แต่คุณกลับไม่เข้าใจผม คุณเพื่อน... คุณรู้ตัวรึเปล่า คุณเปลี่ยนไปแล้ว”
       
          ปวุฒิรู้สึกเสียใจหันหลังจะเดินออกไป...เจอกับพูนทวียืนอยู่



  ภายในห้องทำงาน ปวุฒิแปลกใจว่าพูนทวีมีเรื่องอะไร
          “เราสองคนต่างไม่ใช่เพื่อน ไม่เคยสนิทสนมคุ้นเคยกัน และในเมื่อเราต่างรักผู้หญิงคนเดียวกัน จะเรียกว่าเราเป็นศัตรูกันก็คงไม่ผิด ผมขอพูดตรง ๆ อย่างลูกผู้ชาย... อย่าทำร้ายปัทม์เพราะเรื่องส่วนตัว !”
          “ผมไม่ยอมเสียผู้หญิงคนนั้นให้ใครเด็ดขาด”
          “คุณเป็นเจ้าของคดีนี้ ผมหวังว่าคุณจะมีจริยธรรมพอที่ไม่ทำร้ายปัทม์”
          “แล้วคุณคิดว่าผมควรทำยังไง”
          “ถ้าเป็นคุณ ผมจะดึงมือศัตรูให้ลุกขึ้นสู้ต่อ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ต้องมาจากการต่อสู้ที่ขาวสะอาด”
          “ความคิดน่าสนใจ แต่เผอิญผมไม่ใช่คุณ บางทีผมอาจพอใจที่ได้เหยียบศัตรูที่กำลังล้ม มันจะได้ตายไปโดยผมไม่ต้องเหนื่อยแรงต่อสู้”
          พูนทวีไม่พอใจเพราะคิดว่า ปวุฒิจะไม่ยอมช่วยปัทม์ ทั้งสองจ้องหน้ากันอย่างไม่ถูกกัน
          
          ปัทม์เป็นทุกข์ใจ นั่งนิ่งในห้องขัง ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
          “ต้องมีคนกลั่นแกล้ง...ใคร”
          ปัทม์นึกถึงพ่อเลี้ยงเจงในงานเลี้ยง
          “สำหรับผม คนฉลาดคือคนที่ทำงานอย่างสุจริต รักแผ่นดินเกิด แต่คนที่ค้ายาทำลายประเทศชาติคือคนเลวที่โง่ ! โง่จนไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ทำเป็นกรรมชั่ว กรรมชั่วที่พร้อมดึงลงนรกทุกวินาที”
          “แล้วคุณอยากเป็นคนฉลาดหรือคนโง่” พ่อเลี้ยงเจงถาม
          “ผมคงไม่จำเป็นต้องตอบพ่อเลี้ยง”
          “ในเมื่อคุณเลือกที่จะยืนอยู่คนละฝั่ง ก็เท่ากับว่าเราเป็นคนๆ ละจำพวก ผมไม่จำเป็นต้องแคร์ความรู้สึกคุณ เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ถ้าจะเกิดอะไรขึ้น ตัวใครตัวมัน”
           ปัทม์มั่นใจว่าเป็นฝีมือพ่อเลี้ยงเจง
          “พ่อเลี้ยงเจง”
          
          มุมหนึ่งในบริเวณระเบียงบ้านพ่อเลี้ยงเจง    เวลากลางคืน พ่อเลี้ยงเจงชนแก้วกับปลัดวราห์
          “ขอดื่มให้กับความสำเร็จของพ่อเลี้ยงเจง”
          “แค่บันไดขั้นแรก” พ่อเลี้ยงเจงบอก
          “แต่พ่อเลี้ยงกำจัดศัตรูหมายเลขหนึ่งไปได้แล้วนี่ครับ”
          “คิดทำการใหญ่มันต้องมองไกล ยังเหลือไอ้สารวัตรหน้าใหม่นั่นอีกคน”
          ศักดิ์ ลูกน้องมือขวาเข้ามากระซิบ พ่อเลี้ยงเจงละสายตาไปมองที่ด้านหนึ่งเห็นหน่อเอเดินเข้ามา
          “ปลัด... ผมขอตัวสักครู่นะ”
          พ่อเลี้ยงเจงเดินออกไป วราห์มองตาม
          
          หน่อเอเข้ามาซักพ่อเลี้ยงเจง
          “พ่อเลี้ยงบอกให้ข้าขนยา แต่ทำไมกลับมีแต่ใบชา”
          พ่อเลี้ยงเจงยิ้มเหี้ยม
          “อยากติดคุกเหมือนไอ้ปัทม์เหรอ ไม่รู้รึไงว่าการขนยามันผิดกฎหมาย”
          “พ่อเลี้ยงใช้พวกข้าเป็นเครื่องมือหลอกตำรวจ หลอกพ่อเลี้ยงปัทม์ ตั้งใจให้ตำรวจจับพวกข้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ”
          “เออ... จะว่าไป แกก็ฉลาดเหมือนกันนะ”
          “ถ้าของในก๋วยเป็นยา ป่านนี้ข้าคงต้องติดคุก”
          “แล้วไง”
          ทั้งสองคนจ้องกันด้วยสายตาไม่พอใจซึ่งกันและกัน
          “พ่อเลี้ยงจะทำร้ายใครข้าไม่สน แต่ต้องไม่ลืมสัญญา”
          “สัญญา”
          “บัตรประชาชน พ่อเลี้ยงสัญญาว่าถ้าข้าทำงานให้ พ่อเลี้ยงจะทำบัตรประชาชนให้ชาวดอยทั้งหมู่บ้าน”
          “พวกแกเหน็ดเหนื่อยมามาก กลับไปพักให้สบายใจเถอะ ฉันจะจัดการให้ทุกอย่าง”
          “อย่าผิดสัญญานะ”
          “ไม่ผิดแน่นอน”
          หน่อเอเดินออกไป พ่อเลี้ยงเจงมองตามแล้วจึงหันไปสั่งศักดิ์ ด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย
          “รีบไปจัดการทำบัตรประชาชนให้พวกมัน ทำให้ครบทั้งหมู่บ้าน อย่าให้ขาด ตกหล่นแม้แต่คนเดียว !”
          พ่อเลี้ยงเจงมีสีหน้าโหดเหี้ยมและเจ้าแผนการ
          
          ในเวลากลางคืนต่อเนื่องมา ศักดิ์และลูกน้องกำลังเผาหมู่บ้านหน่อเอ เพลิงไฟลุกไหม้โชติช่วงไปทั่วทุกหลัง มุมอื่น ๆ ในหมู่บ้าน พวกลูกน้องศักดิ์ทุบตีชาวบ้าน ซ้อมจนอาการปางตายแทบทุกคน
          บ้านหน่อเอไฟกำลังลุกไหม้ ศักดิ์เตะต่อยจนหน่อเอเลือดโทรมกาย นาองเข้ามาห้ามไว้
          “พอเถอะ... อย่าทำอะไรผัวข้าเลย”
          “ถ้าไม่อยากตายก็อย่าอวดดีกับพ่อเลี้ยงเจง หุบปากห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร ไม่งั้นคราวหน้าข้าจะฆ่าพวกแกทั้งหมู่บ้าน”
          พวกศักดิ์ยืนมองไฟไหม้บ้านหน่อเอแล้วยืนหัวเราะเยาะก่อนเดินออกไป
          หน่อเอในสภาพเจ็บปางตาย ได้แต่นอนมองไฟไหม้บ้านตัวเอง นาองกอดหน่อเอไว้แน่น
       
          “หน่อเอ แล้วเราจะอยู่ยังไง”


  รจนาไฉนเดินผ่านไร่ชา หยุดมองไร่ชาที่กว้างขวางท่ามกลางแสงจันทร์ที่สว่างเห็นพื้นที่โดยรอบ
          “คุณปัทม์... ฉันจะไม่ยอมให้ความฝันของคุณพังทลาย คุณต้องได้กลับมาที่นี่ ฉันสัญญา”
          รจนาไฉนมองไร่ชาที่กว้างขวางท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องเป็นประกายไปทั่ว
          
          ปัทม์นั่งอยู่ในคุกมองเศษอาหารที่พื้น เขาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับรจนาไฉน ในตอนที่เขาไล่รจนาไฉน เขาปัดปิ่นโตในมือเธอ จนข้าวกระจายลงพื้น
          “คุณปัทม์”
          “ปัทม์ คุณเพื่อนเขาหวังดีกับแกนะ”
          “ถ้าแกยังเป็นเพื่อนฉัน พาผู้หญิงคนนี้ออกไป ฉันรำคาญ”
          ปัทม์สีหน้าเครียด รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำไว้กับรจนาไฉน
          “รจนาไฉน ฉันทำกรรมกับเธอมากพอแล้ว อย่าทนทุกข์ทรมานเพราะฉันอีกเลย”
          ปัทม์ถอนหายใจยาวด้วยความกลัดกลุ้ม หาทางออกไม่ได้
       
          รจนาไฉนกำลังจัดเตรียมของจะเอาไปให้ปัทม์ที่โรงพัก โดยมีปยงค์คอยเป็นผู้ช่วยอยู่ด้านข้าง
       ชิวิ่งเข้ามาท่าทางหน้าตาตื่นตกใจ
          “คุณรจนาไฉน เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”
          
          บริเวณบ้านพักคนงานในไร่ จันทร์เจ้าคอยห้ามพวกคนงานที่เก็บข้าวเก็บของเรียบร้อย กำลังจะย้ายออกไปเหมือนเป็นกองคาราวานขนาดใหญ่
          “อย่าออกไปเลย ทำงานที่นี่ต่อเถอะ...จันทร์ขอร้องนะเจ้า”
          ลีป่อบอก
          “พวกเราไม่มีงานทำแล้ว นายถูกจับ ตำรวจต้องมายึดไร่ชาแน่ ๆ”
          รจนาไฉนเดินเข้ามาบอก
          “ตำรวจไม่มายึดที่นี่หรอก เพราะที่นี่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เราสามารถทำไร่ชากันต่อไปได้”
          “แต่ยังไงนายก็ถูกจับ พวกเราไม่มีงานทำ ใช่มั้ยพวกเรา”
          คนงานต่างบอก   
          “ใช่ ๆ ๆ พวกเราไม่มีงานทำแล้ว”
          “ถึงนายไม่อยู่ แต่ฉันเป็นนายหญิงของที่นี่ ฉันจะดูแลที่นี่เอง”
          พวกลีป่ออึ้ง ไม่คิดว่ารจนาไฉนจะทำงานต่อไป
          “ทำไม่ได้หรอก นายเป็นผู้หญิง ผู้หญิงจะทำอะไรได้นอกจากเข้าครัวทำอาหาร”
          “เฮ้ย...อย่ามาดูถูกกันสิวะ”ชิบอก   
          “ใช่...ฉันทำอะไรได้มากกว่าที่พวกแกคิด เดี๋ยวฉันจะต่อยแกให้ดู” จันทร์เจ้าบอก
          รจนาไฉนบอกพวกชิ
          “หยุดเถอะ”
          เธอหันไปบอกลีป่อ
       
          “ฉันขอยืนยันว่าทุกคนจะมีงานทำ ฉันจะดูแลทุกคนเอง ใครเชื่อใจฉันให้อยู่ต่อ แต่ถ้าใครคิดว่าฉันดูแลที่นี่ไม่ได้ ให้ขนของออกไปซะ พรุ่งนี้ไปรับเงินชดเชยได้เลย"




ออฟไลน์ ADMIN

  • Administrator
  • *
  • กระทู้: 4928
  • คะแนนน้ำใจ: 15
    • ดูรายละเอียด
Re: มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 09:01:07 PM »

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9 (ต่อ)
       
       รจนาไฉนเดินผ่านไร่ชา หยุดมองไร่ชาที่กว้างขวางท่ามกลางแสงจันทร์ที่สว่างเห็นพื้นที่โดยรอบ
       
          “คุณปัทม์... ฉันจะไม่ยอมให้ความฝันของคุณพังทลาย คุณต้องได้กลับมาที่นี่ ฉันสัญญา”
          รจนาไฉนมองไร่ชาที่กว้างขวางท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องเป็นประกายไปทั่ว
          
          ปัทม์นั่งอยู่ในคุกมองเศษอาหารที่พื้น เขาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับรจนาไฉน ในตอนที่เขาไล่รจนาไฉน เขาปัดปิ่นโตในมือเธอ จนข้าวกระจายลงพื้น
          “คุณปัทม์”
          “ปัทม์ คุณเพื่อนเขาหวังดีกับแกนะ”
          “ถ้าแกยังเป็นเพื่อนฉัน พาผู้หญิงคนนี้ออกไป ฉันรำคาญ”
          ปัทม์สีหน้าเครียด รู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำไว้กับรจนาไฉน
          “รจนาไฉน ฉันทำกรรมกับเธอมากพอแล้ว อย่าทนทุกข์ทรมานเพราะฉันอีกเลย”
          ปัทม์ถอนหายใจยาวด้วยความกลัดกลุ้ม หาทางออกไม่ได้
       
          รจนาไฉนกำลังจัดเตรียมของจะเอาไปให้ปัทม์ที่โรงพัก โดยมีปยงค์คอยเป็นผู้ช่วยอยู่ด้านข้าง
       ชิวิ่งเข้ามาท่าทางหน้าตาตื่นตกใจ
          “คุณรจนาไฉน เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”
          
          บริเวณบ้านพักคนงานในไร่ จันทร์เจ้าคอยห้ามพวกคนงานที่เก็บข้าวเก็บของเรียบร้อย กำลังจะย้ายออกไปเหมือนเป็นกองคาราวานขนาดใหญ่
          “อย่าออกไปเลย ทำงานที่นี่ต่อเถอะ...จันทร์ขอร้องนะเจ้า”
          ลีป่อบอก
          “พวกเราไม่มีงานทำแล้ว นายถูกจับ ตำรวจต้องมายึดไร่ชาแน่ ๆ”
          รจนาไฉนเดินเข้ามาบอก
          “ตำรวจไม่มายึดที่นี่หรอก เพราะที่นี่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เราสามารถทำไร่ชากันต่อไปได้”
          “แต่ยังไงนายก็ถูกจับ พวกเราไม่มีงานทำ ใช่มั้ยพวกเรา”
          คนงานต่างบอก   
          “ใช่ ๆ ๆ พวกเราไม่มีงานทำแล้ว”
          “ถึงนายไม่อยู่ แต่ฉันเป็นนายหญิงของที่นี่ ฉันจะดูแลที่นี่เอง”
          พวกลีป่ออึ้ง ไม่คิดว่ารจนาไฉนจะทำงานต่อไป
          “ทำไม่ได้หรอก นายเป็นผู้หญิง ผู้หญิงจะทำอะไรได้นอกจากเข้าครัวทำอาหาร”
          “เฮ้ย...อย่ามาดูถูกกันสิวะ”ชิบอก   
          “ใช่...ฉันทำอะไรได้มากกว่าที่พวกแกคิด เดี๋ยวฉันจะต่อยแกให้ดู” จันทร์เจ้าบอก
          รจนาไฉนบอกพวกชิ
          “หยุดเถอะ”
          เธอหันไปบอกลีป่อ
          “ฉันขอยืนยันว่าทุกคนจะมีงานทำ ฉันจะดูแลทุกคนเอง ใครเชื่อใจฉันให้อยู่ต่อ แต่ถ้าใครคิดว่าฉันดูแลที่นี่ไม่ได้ ให้ขนของออกไปซะ พรุ่งนี้ไปรับเงินชดเชยได้เลย"
       ลีป่อมองรจนาไฉนคิดตัดสินใจ แล้วจึงถือกระเป๋าเดินออกไป คนงานอื่นมองหน้ากันแล้วต่างทยอยเดินตามออกไปจนหมด รจนาไฉนเสียใจที่ไม่ได้รับความเชื่อถือจากคนงาน
          “ไปกันหมดเลยเจ้า แล้วพรุ่งนี้เช้าใครจะเก็บใบชาเจ้า” จันทร์เจ้าบอก   
          “ชิจะยอมก้มหัว ไปไหว้ขอร้องพวกมันให้กลับมา”
          “ไม่ต้อง... พวกเขาคงคิดถูกแล้ว ฉันไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ดูแลที่นี่”
          รจนาไฉนมองตามด้วยสีหน้าผิดหวัง
       
          รจนาไฉนเดินเข้ามาในบ้านด้วยความทดท้อ เปรมยืนอยู่ภายในบ้านมองรจนาไฉนด้วยแววตาเข้าใจและเห็นใจ
          “คุณแม่คะ.. เพื่อนขอโทษค่ะ คนงานไม่ศรัทธาในตัวเพื่อน พวกเขาลาออกไปหมดแล้ว"
          “อย่าเสียใจเลย เราฝืนใจใครไม่ได้”
          “เพื่อนขอโทษที่แก้ปัญหาไม่ได้”
          “ถ้าแก้ไม่ได้... จะวิตกกังวลไปเพื่ออะไร หนูอย่าเก็บทุกเรื่องมาให้เป็นทุกข์ เราต้องเอาตัวเองออกจากปัญหา รู้จักมอง... รู้จักคิด เมื่อนั้นปัญหาก็จะกลายเป็นปัญญา”
          รจนาไฉนค่อยคลายความทุกข์ ไหว้ขอบคุณเปรม
          “เพื่อนเข้าใจแล้วค่ะคุณแม่”
          “ตาปัทม์เป็นยังไงบ้าง”
          “คุณปัทม์ถูกขัง เพื่อทำสำนวนก่อนส่งฟ้องศาลค่ะ”
          “ถ้าเราเชื่อว่าปัทม์เป็นคนดี เขาจะต้องรอดพ้นจากเรื่องร้าย ๆ ไปได้แน่นอน”
          “แล้วทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับคนดีด้วยคะ”
          “มันก็แค่บททดสอบของชีวิต อาจเป็นวิบากกรรมที่ปัทม์เคยทำไว้ ขอเพียงมีสติ.. เขาต้องแก้ไขปัญหานี้ได้แน่นอน”
          เปรมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแบบคนที่รู้จักชีวิตดี หันไปมองที่บันไดเห็นปยงค์กำลังนำชิกับจันทร์เจ้าที่ถือกระเป๋าเสื้อผ้าของรจนาไฉนลงมา
          “จัดกระเป๋าเรียบร้อยแล้วค่ะ”
          รจนาไฉนแปลกใจหันไปถามเปรม
          “กระเป๋าของเพื่อน”
          “หนูเหนื่อยเพราะลูกชายฉันมามากพอแล้ว ชีวิตหนูควรมีความสุขเสียที ฉันซื้อตั๋วเครื่องบินให้หนูเดินทางกลับกรุงเทพฯเช้าพรุ่งนี้”
          “คุณแม่ไม่รักเพื่อนแล้วเหรอคะ”
          รจนาไฉนร้องไห้ออกมา เปรมน้ำตาคลอเดินตรงมาหาเธอ
          “เพราะแม่รักหนูมากน่ะสิ แม่ถึงอยากให้หนูมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ ๆ ดีสำหรับหนูอีกต่อไปแล้ว"
       
          “ต่อให้ที่นี่เป็นขุมนรก เพื่อนก็จะไม่ไปจากที่นี่”
       


    ทุกคนต่างอึ้ง
       
       “เพื่อนรักคุณแม่และทุกคนในไร่ปัทมกุล ในยามที่ทุกคนกำลังทุกข์ เพื่อนจะทิ้งทุกคนไปได้ยังไงคะ เพื่อนเป็นภรรยาของคุณปัทม์ เพื่อนจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เราจะผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ นี้ไปด้วยกันค่ะ”
       
       เปรมซึ้งใจโผเข้ากอดรจนาไฉน
       
       “ฉันมอบใจให้ไม่ผิดคนจริง ๆ”
       
       เปรมและรจนาไฉนกอดกันร้องไห้ ปยงค์น้ำตาไหล
       
       รจนาไฉนเดินเข้ามาในห้องนอน มองไปที่รูปปัทม์ที่วางอยู่บริเวณหัวเตียง
       “คุณปัทม์... ลำพังฉันคนเดียวคงทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ คุณต้องรีบออกมาช่วยฉัน เพื่อไร่ปัทมกุลของคุณนะคะ”
       
       รจนาไฉนหยิบผ้าห่มของปัทม์ขึ้นมา คิดถึงปัทม์ คิดทำอะไรบางอย่าง
       
       ภายในห้องขัง เวลากลางคืน ปัทม์นั่งขดตัวอยู่ด้วยความหนาว เขายังคงไม่หลับเพราะมีเรื่องราวกังวลอยู่ในใจ จ่าเดินเข้ามาเปิดประตู ปัทม์รู้สึกตัวหันไปมอง จ่ามอบถุงใส่ของให้ปัทม์
       
       “มีคนฝากของมาให้”
       
       “ขอบใจ”
       
       จ่าปิดประตูออกไป ปัทม์เปิดถุงออกพบซองใส่แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน และผ้าห่ม ปัทม์รู้ทันทีว่ารจนาไฉนเอามาให้ เขามองด้วยความซาบซึ้งใจ
       “รจนาไฉน เมื่อไหร่เธอจะเลิกทำดีกับฉันซะที”
       
       ปัทม์ห่มผ้าห่มไว้แนบตัวเอง รจนาไฉนหลบอยู่ที่มุมหนึ่ง เฝ้าแอบมองเขาอยู่ในความมืด
       
       ในเวลาต่อเนื่องมา จ่ายืนเคาะประตูหน้าบ้านพักของปวุฒิในบริเวณสถานีตำรวจ ปวุฒิในชุดส่วนตัวเปิดประตูออกมา
       
       “ช่วยไปที่โรงพักหน่อยเถอะสารวัตร ผมพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ”
       
       ปวุฒิชะงักมีสีหน้าแปลกใจ
       
       ปวุฒิเดินตรงมาที่ห้องขัง มองเห็นปัทม์นอนหลับอยู่ เขาหันไปที่มุมหนึ่งนอกห้องขัง เห็นรจนาไฉนนั่งขดตัวด้วยความหนาว หลบอยู่ด้านข้างกรงขัง เขาเดินตรงเข้าไปสะกิดรจนาไฉน
       
          “คุณเพื่อน”
          รจนาไฉนลืมตาตื่นเพราะเผลอหลับไป
          “กลับไปนอนพักที่บ้านเถอะ”
          “ฉันจะอยู่ที่นี่”
          “อย่าทำอย่างนี้เลย”
          “ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามญาติเฝ้าผู้ต้องหาไม่ใช่เหรอคะ”
          “คุณจะทรมานตัวเองเพื่ออะไร”
          “ฉันไม่รู้สึกทรมานค่ะ ฉันต้องดูแลคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีค่ะ”
          ปวุฒิรู้สึกเจ็บปวดใจมากขึ้น
          “ถ้าไม่คิดช่วยคุณปัทม์ คุณก็ไม่ควรมาเสียเวลากับฉัน”
          “จะกดดันให้ผมไปถึงไหน”
          “ไม่ได้กดดัน ฉันแค่ต้องการให้คุณสืบหาตัวการที่แท้จริงมาลงโทษ”
          “คุณเชื่อใจเขา”
          “ฉันเชื่ออย่างสนิทใจ”
          “ถ้างั้นผมคงห้ามคุณไม่ได้ คุณเลือกที่จะเป็นแบบนี้เองนะ”
          ปวุฒิลุกขึ้นหันไปมองปัทม์แล้วก็เดินออกไป เธอหันมามองปัทม์ที่นอนหลับ
       
          “คุณปัทม์... ไม่ว่าคุณจะสุขหรือทุกข์ ฉันจะดูแลคุณ เพราะฉันได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของคุณ”


       ไร่ชายามเช้าที่ไม่มีคนงานมาเก็บใบชา ยอดชาบางต้นมีแมลงกัดกินใบชาให้ความรู้สึกเหงาๆ
          
          ปัทม์รู้สึกตัวตื่นหันไปมองรอบ ๆ นิ่วหน้าเมื่อเหลียวไปที่มุมหนึ่งข้างกรงขัง เขาเห็นรจนาไฉนหลบซุกหลับแอบอยู่ที่ด้านหนึ่ง เขาลุกขึ้นมามองเธอด้วยแววตาซึ้งใจผ่านซี่กรงที่รจนาไฉนยอมลำบากมาอยู่เป็นเพื่อน เขาพยายามเอื้อมมือจะไปจับตัวรจนาไฉน แต่แล้วรจนาไฉนรู้สึกตัวตื่น หันมาเจอปัทม์
          “คุณปัทม์ ตื่นแล้วเหรอ.. เป็นยังไงบ้าง”
          “ฉันไม่เป็นอะไร”
          “รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันไปทำอาหารเช้ามาให้”
          “ไม่ต้อง กลับไปซะแล้วไม่ต้องมาที่นี่อีก”
          “คุณรอสักครู่นะ”
          รจนาไฉนไม่สนใจ รีบเดินออกไปสวนทางกับจ่าที่เดินเข้ามาหาปัทม์
          “ภรรยาคุณมานอนเฝ้าทั้งคืน ผมพยายามบอกให้กลับบ้านก็ไม่ยอม”
          ปัทม์ถึงกับอึ้งไปนิดนึง ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แล้วหันไปบอกจ่า
          “จ่า... ผมขอกระดาษกับปากกาหน่อยสิครับ”
          “ครับ”
          จ่าเดินออกไป ปัทม์คิดตัดสินใจอะไรบางอย่าง
       
       ในเวลาต่อมา ปยงค์ถึงกับตกใจ
          “อะไรนะ คุณรจนาไฉนไปนอนเฝ้าคุณปัทม์หน้าห้องขังทั้งคืน”
          “ใช่...ชิเพิ่งรับกลับมาเมื่อเช้า มาถึงก็รีบเข้าครัว”
          “ถ้าเป็นคนอื่นฉันไม่มีวันเชื่อ แต่ถ้าบอกว่าเป็นคุณรจนาไฉนล่ะก็ฉันเชื่อล้าน
       เปอร์เซ็นต์" จันทร์เจ้าบอก
          “โอ้วแม่เจ้า จะหาหญิงใดในโลกหล้า...จะมีหัวใจประเสริฐเพริศพริ้งพรรณราย เทียบเท่าคุณรจนาไฉนไม่มีอีกแล้ว" ปยงค์ว่า
          รจนาไฉนเข้ามาพร้อมตะกร้าใส่อาหารและน้ำชา
          “ชิ..ไปกันได้แล้ว”
          “ครับ”
          ชิรีบออกไปเตรียมรถ รจนาไฉนหันไปสั่งจันทร์เจ้า
          “จันทร์ยกแจกันดอกไม้ไปให้คุณเปรมบูชาพระด้วยนะ ฉันจัดไว้เรียบร้อยแล้ว”
          “เจ้า”
          รจนาไฉนจะออกไป ปยงค์หันไปมองจันทร์เจ้า
          “ใจอยู่โน่น แต่ยังห่วงใยคนทางนี้...แล้วจะให้เรียกผู้หญิงคนนี้ว่าอะไร ถ้าไม่ใช่นางฟ้ามาจุติ"
          “คนเราจะเห็นความงามในยามที่ทุกข์นี่แหละ ไม่มีดำก็ไม่เห็นขาว”
          จันทร์เจ้าประชด ปยงค์นึกได้
          “ใช่...แกหลอกด่าฉันเหรอ”
          “เจ้า”
       
          จันทร์เจ้ารีบออกไปทันที....
       
       รจนาไฉนหิ้วตะกร้าอาหารมาให้ปัทม์ที่หน้าห้องขัง
          “คุณปัทม์หิวรึยัง ฉันทำอาหารเช้ามาให้แล้ว”
          “ฉันไม่กิน”
          “แต่คุณต้องทานนะคะ คุณจะได้มีแรงสู้ต่อไป”
          “ฉันบอกว่าไม่กิน เอาไปทิ้งซะ”
          รจนาไฉนไม่สนใจหยิบอาหารขึ้นมา แล้วจะตักป้อนให้ปัทม์
          “ทานซะหน่อยนะคะ”
          “พูดไม่รู้เรื่องรึไง ยังไม่รู้สำนึกอีกว่าฉันเกลียดเธอ...ออกไป!”
          “คุณเกลียดชังอะไรฉันนักหนา”
          “ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ตั้งแต่มีเธอเข้ามาในชีวิต ฉันมีแต่เรื่องวุ่นวาย ถ้าอยากให้ฉันมีความสุขล่ะก็ ออกไปจากชีวิตฉันซะ!”
          ปัทม์คาดหวังให้รจนาไฉนเกลียดเขาแล้วออกไป แต่รจนาไฉนระงับอารมณ์ไว้
          “ที่คุณโกรธอารมณ์ไม่ดีเพราะกำลังเครียด ฉันจะทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของคุณ”
          รจนาไฉนก้มลงรินชาเพื่อชงชาให้ปัทม์ แล้วยื่นแก้วชาให้ปัทม์
          “ฉันชงชาให้คุณแล้ว ดื่มเถอะค่ะ. มันจะทำให้คุณคลายเครียด สดชื่นขึ้น”
          ปัทม์รับแก้วชา เธอยิ้มดีใจคิดว่าปัทม์อารมณ์ดีขึ้นแล้ว แต่ปัทม์กลับสาดชาใส่รจนาไฉน
          “ออกไปจากชีวิตฉัน ที่ฉันต้องติดคุกก็เพราะเธอ เธอมันเป็นตัวซวย เธอทำให้ฉันต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายตลอดเวลา อย่าทำให้ฉันต้องตกต่ำไปกว่านี้เลย”
          รจนาไฉนอึ้ง ไม่คิดว่าปัทม์จะรังเกลียดเธอมากขนาดนี้
          “ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อคุณ แต่ในเมื่อคุณไม่เห็น ฉันก็จะไม่เสียเวลากับคนที่ไม่เห็นค่าอีกแล้ว... ลาก่อนค่ะ”
          รจนาไฉนวิ่งร้องไห้ออกไป ปัทม์มองตามด้วยความปวดใจ เขาเจ็บปวดที่ต้องกระทำตรงข้ามกับความรู้สึกของหัวใจ


 รจนาไฉนกลับเข้ามา เธอมองไปรอบ ๆ ห้องนอน ภาพเหตุการณ์ระหว่างปัทม์กับรจนาไฉน ทั้งเรื่องดีและไม่ดี แต่สุดท้ายมาเป็นเหตุการณ์ที่ปัทม์ดูแลรจนาไฉน ขัดแย้งกับภาพความขัดแย้งก่อนหน้า ผุดขึ้นมาในความทรงจำของเธอ
          รจนาไฉนสีหน้าคิดมากและเสียใจ บอกกับตัวเองว่า
          "ไม่จริง เขาไม่เคยรักฉันสักนิด...เขาเกลียดฉัน ฉันควรไปจากที่นี่"
          รจนาไฉนหันไปมองกระเป๋าที่เตรียมเก็บของกลับกรุงเทพฯ วางอยู่ข้างเตียง
       
          รจนาไฉนถือกระเป๋าเดินทางเดินมายังห้องพระ เธอจะเข้าไปแต่เห็นเปรมกำลังนั่งสวดมนต์ ก็เปลี่ยนใจไม่เข้าไปกวนใจเปรม เธอก้มลงนั่งที่หน้าห้อง มองไปยังเปรมที่อยู่ในห้อง... เสียงความคิดของเธอดังขึ้นในใจ
          "คุณแม่ขา...เพื่อนขอโทษที่ผิดคำสัญญา เพื่อนลาก่อนค่ะ"
          รจนาไฉนก้มกราบเปรมอยู่หน้าห้องพระ แล้วจึงหยิบกระเป๋าลุกขึ้นเดินออกไป เปรมลืมตารับรู้สิ่งที่ลูกสะใภ้ตัดสินใจ ก็น้ำตาไหลออกมาด้วยความเสียใจ
       
          ปยงค์และจันทร์เจ้าช่วยยกกระเป๋ารจนาไฉนใส่รถ
          "ฉันลาก่อนนะ"
          "ป้ารู้ว่าที่ผ่านมา ป้าใจร้ายปากเสีย ป้าขอโทษ"
          ปยงค์ตบปากตัวเองแล้วพูดต่อ
          "ถ้าคุณไม่พอใจก็ไล่ป้าออกเถอะค่ะ แต่คุณอย่าไปเลยนะคะ"
          "ไม่มีใครทำอะไรผิดหรอกจ้ะ แต่ถึงเวลาที่ฉันต้องกลับไปดูแลครอบครัวที่กรุงเทพฯแล้ว"
          "แล้วคุณปัทม์ละคะ"
          รจนาไฉนสั่งจันทร์เจ้า
          "เตรียมชาไปชงให้คุณปัทม์ด้วย ใส่ชาแค่เล็กน้อย ต้องต้มน้ำให้เดือด เอาชาใบเตยผสมไปด้วย คุณปัทม์ชอบกลิ่นใบเตยหอม"
          "จันทร์จำไม่ได้หรอกเจ้า คุณรจนาไฉนคนเดียวเท่านั้นที่ชงชาได้ถูกใจคุณปัทม์ อย่าไปเลยนะเจ้า"
          "ฉันลาละจ้ะ"
          รจนาไฉนไหว้ลาปยงค์ จันทร์เจ้าไหว้ลารจนาไฉน
          "คุณรจนาไฉนน่าจะเปลี่ยนชุด เสื้อผ้าคุณเลอะชาหมดแล้ว" จันทร์เจ้าบอก
       
       "ช่างมันเถอะ มันจะได้ช่วยเตือนให้ฉันระลึกไว้เสมอว่า เขาไม่เคยต้องการฉัน"
                       รจนาไฉนหันไปมองบ้านเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหันกลับไปยังรถ
                       เปรม ปัทม์กุลยืนมองด้วยความเสียใจอยู่ที่มุมหนึ่ง
                       "ขอให้ชีวิตของหนูพบแต่ความสุขความเจริญ"
                       รจนาไฉนเดินขึ้นรถ รถขับออกไป ทุกคนร้องไห้เสียใจ
                                                                                                                                                                                     
                       รจนาไฉนนั่งอยู่ในรถ  มองบริเวณไร่ชากว้างใหญ่สวยงามที่กำลังจะผ่านไป เธอมองด้วยความเศร้าใจเพราะผูกพันกับที่นี่มาก
       
                       ปัทม์ยืนพิงอยู่ที่กรงขัง สายตาเหม่อลอยออกไปด้านนอกคิดถึงเรื่องราวระหว่างตัวเองกับรจนาไฉน  ปัทม์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วรำพึงกับตัวเอง
                       "ลาก่อนรจนาไฉน... ฉันทำสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอแล้ว"
                       ปัทม์ครุ่นคิดอยู่ตรงนั้น ด้วยแววตาเครียด
                                                                                                                                                                                     
                       รจนาไฉนมองไปที่บริเวณไร่ชาด้วยความรู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูก  หันไปสั่งคนรถ
                       "หยุดรถก่อน"
                       คนขับจอดรถ  เธอลงจากรถเดินมายังไร่ชาที่กว้างใหญ่  มองไร่ชาด้วยความรักและอาวรณ์
                       "ฉันขอโทษที่ดูแลพวกเธอไม่ได้  ฉันอ่อนแอเกินไป แต่ฉันอยากให้พวกเธอสู้ผลิดอกออกใบ.. ชูยอดอ่อนรอวันคุณปัทม์กลับมา ฉันลาก่อน"
                       รจนาไฉนจะหันหลังกลับ เจอพูนทวียืนอยู่ 
                       "ผมทราบข่าวว่าคุณจะกลับกรุงเทพฯ"
                       "ขอโทษนะคะที่ไม่ได้ไปลา  ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ลาก่อนค่ะเพื่อนของฉัน"
                       รจนาไฉนยื่นมือไปจับ พูนทวีจับมือเธอที่ยิ้มให้พร้อมน้ำตาอาบแก้ม
                       เธอหันหลังกลับจะเดินออกไป พูนทวีหยิบซองออกมา มองเธอแล้วคิดตัดสินใจว่า จะให้ดีหรือไม่ !
                       พูนทวีคิดถึงเรื่องที่ปัทม์เรียกไปหาเมื่อก่อนหน้านี้
       
                       อดีตก่อนหน้านี้ พูนทวีสีหน้าสงสัยจ้องหน้าปัทม์     
                       "คุณเพื่อนทั้งรักและหวังดี แกจะทำร้ายจิตใจเขาไปถึงไหน"   
                       ปัทม์ส่งเอกสารให้พูนทวี
                       "ฉันเซ็นเอกสาร ยืนยันการหย่าให้เขาแล้ว"
                       "อะไรนะ"
                       "มอบเอกสารฉบับนี้ให้รจนาไฉนที่สนามบิน  นี่เป็นเอกสารที่ยืนยันว่าฉันพร้อมจะหย่ากับเขาทันที เมื่อเขากลับไปถึงกรุงเทพฯ ฉันจะโอนเงินให้ตามสัญญา รจนาไฉนจะได้รับเงินมากเท่าที่ต้องการ"
                       "ทำอย่างนี้เพื่ออะไร"
                       "นี่เป็นสิ่งเดียวที่ฉันจะตอบแทนเขาได้ มอบเอกสารนี้ให้รจนาไฉนให้ได้นะ"
                       ปัทม์สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิดและเศร้าใจ
       
                       รจนาไฉนเปิดดูเอกสารยืนยันการหย่าจากปัทม์




ออฟไลน์ ADMIN

  • Administrator
  • *
  • กระทู้: 4928
  • คะแนนน้ำใจ: 15
    • ดูรายละเอียด
Re: มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 09:05:27 PM »

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9 (ต่อ)
       
       "ปัทม์กำชับให้ผมมอบเอกสารนี้ให้คุณที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่องฯ"
          พ่อเลี้ยงพูนทวีมองจับอาการรจนาไฉน
          "แต่ผมคิดว่าน่าจะให้คุณก่อน"
          "คุณปัทม์" รจนาไฉนเสียงแผ่ว
          พูนทวียกนาฬิกาขึ้นดู
          "คงต้องรีบเดินทางแล้วครับ ใกล้เวลาเครื่องจะขึ้นเต็มทีแล้ว"
          รจนาไฉนนิ่งครุ่นคิดนิดหนึ่ง
          "พ่อเลี้ยงพาฉันไปส่งหน่อยนะคะ"
          "ด้วยความเต็มใจครับ"
          รจนาไฉนมีสีหน้าเหมือนคิดอะไรได้
       
          ปัทม์ยืนพิงกรงขังพยายามคิดหาทางออกให้กับตัวเอง
          "คุณปัทม์"
          ปัทม์แปลกใจหันไปเจอรจนาไฉนยืนหน้าห้องขัง
          "รจนาไฉน"
          รจนาไฉนถือซองจดหมายแล้วฉีกทิ้ง
          "ทำแบบนี้ทำไม หรือกลัวจะไม่ได้เงินตามสัญญา ถ้าไม่เชื่อใจฉันจะบอกให้คุณแม่โอนเงินให้วันนี้เลย"
          "เมื่อไหร่คุณจะเลิกดูถูกฉันซะที คุณมีความสุขมากนักเหรอคะที่ได้ทำร้ายน้ำใจคนอื่น"
          "เธอต้องการอะไรกันแน่"
          "ฉันต่างหากต้องถามคุณ คุณยอมหย่ากับฉันเพื่ออะไร"
          ทั้งสองมองหน้ากัน ต่างรู้ซึ้งภายในใจดีว่าทำเพื่อคนที่รัก
          "อย่าคิดนะว่าฉันกลับมาเพราะความรัก ถ้าฉันยอมหย่าก็เท่ากับว่า ฉันเห็นแก่เงินเอาตัวรอดคนเดียว"
          ปัทม์ไม่ตอบ นิ่งอึ้งหันหน้าไปอีกทางไม่ยอมเผชิญหน้ากับเธอ
          "ฉันจะอยู่ที่ไร่ปัทมกุล ! ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยคุณออกมา เพื่อพิสูจน์ว่าเงินไม่ได้มีค่ามากกว่าความเป็นคน วันที่คุณได้รับอิสรภาพฉันจะเป็นฝ่ายไปเอง"
          รจนาไฉนเดินออกไป ปัทม์แอบยิ้มดีใจที่อย่างน้อยรจนาไฉนก็ยังไม่ทิ้งเขาไป
          
          มุมหนึ่งที่สถานีตำรวจ พูนทวียืนรออยู่ด้วยท่าทางเป็นกังวลไม่น้อย รจนาไฉนเดินเข้ามา
          "พาฉันกลับไปที่ไร่ปัทม์กุลค่ะ"
          "คุณจะไม่กลับไปกรุงเทพแล้ว"
          "ฉันจะไม่ยอมแพ้... ฉันจะพิสูจน์ให้ผู้ชายคนนั้นเห็นว่า ผู้หญิงอย่างฉันมีค่ามากกว่าที่เขาคิด"
          พูนทวีจ้องรจนาไฉนนิดหนึ่ง แล้วถามด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่ต้องการหยั่งความรู้สึก
          "คุณต้องการแค่นั้นจริงเหรอ"
          "ทำไม คุณสงสัยอะไรเหรอ"
          "เปล่าครับ"
          พูนทวีกลบเกลื่อนทำยิ้มร่าเริง
          "กลับไปที่ไร่กันดีกว่า คุณยังใส่เสื้อเปื้อนชาอยู่เลย ไปเปลี่ยนได้แล้วล่ะ สีน่าเกลียดเชียว"
          เธอยิ้มแย้มกับพูนทวี แล้วชะงักนิดหนึ่งเมื่อมองไปที่เสื้อที่เลอะสีชาของไร่ รจนาไฉนยิ้ม ๆ ไม่พูดอะไรเดินออกไปกับพูนทวี
          
          ในเวลากลางคืน พ.ต.ท. ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะเดินออกมาจากห้องทำงาน มาหยุดมองเข้าไปในห้องขัง เห็นปัทม์นั่งพิงกำแพงอยู่ เขามองลอดลูกกรงออกมามองปวุฒิ ทั้งสองจ้องหน้ากัน
          "คุณน่ะเหรอค้ายา"
          ปัทม์ไม่ตอบ จ้องปวุฒิด้วยแววตาแข็งและไม่ทดท้อ ปวุฒิตัดสินใจหันหลังกลับจะเดินออกไป ตำรวจที่นั่งอยู่หน้าห้องขังถามขึ้น
          "ออกเวรแล้วใช่มั้ยครับสารวัตร"
          ปวุฒิตบไหล่ตำรวจ
          "เจอกันพรุ่งนี้"
          ปวุฒิเดินลงไปจากสถานีตำรวจ ตำรวจคนนั้นมองตามด้วยสายตามีเลศนัย
          
          ปวุฒิเดินลงมาจากสถานีตำรวจ เพื่อเดินกลับไปยังบ้านพักที่ไกลออกไป มุมหนึ่งของสถานีตำรวจ รถคันหนึ่งแล่นเข้ามาเทียบด้วยท่าทางมีเลศนัย
          ปวุฒิหันไปมอง กระจกรถลดลง คนขับรถปลัดวราห์ยิ้มแย้มหันมาทางปวุฒิ
          "อ้าว.. กำธร มาทำไมค่ำ ๆ มืด ๆ"
          "ปลัดวราห์ให้มารับสารวัตรครับ"
          "มารับผม"
          วุฒิมองกำธร คนขับรถปลัดวราห์อย่างงง ๆ
          
          ตำรวจเดินมาไขประตูห้องขัง
          "เชิญครับพ่อเลี้ยงปัทม์"
          "จะสอบสวนอะไรอีก"
          ปัทม์แปลกใจเดินออกมายื่นมือให้ตำรวจใส่กุญแจมือ แต่ตำรวจกลับเดินนำปัทม์ไปโดยไม่ใส่กุญแจมือ ปัทม์ยิ่งแปลกใจมากขึ้น เดินตามตำรวจไป
       
          ปวุฒิเดินเข้ามาในร้านอาหารหรูในจังหวัด มองไปรอบ ๆ เจอวราห์นั่งรออยู่ที่โต๊ะก็แปลกใจ
          
          ปัทม์เข้าไปในห้องสอบสวน พบอาหารวางไว้เต็มโต๊ะ พ่อเลี้ยงเจงนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เมื่อตำรวจพาปัทม์เข้ามาในห้องแล้ว พ่อเลี้ยงเจงก็จ้องหน้าตำรวจคนนั้นเขม็ง ตำรวจก้มหน้าอย่างเกรงใจ เดินออกจากห้องไป ปัทม์มองตาม
          "ผมรู้สึกผิดที่มาเยี่ยมช้าไปหน่อย เลยจัดอาหารพิเศษมาดูแล"
          ปัทม์เดินมาจ้องหน้าพ่อเลี้ยงเจงด้วยสายตาค้นหา
          "เชิญนั่ง"
          "พ่อเลี้ยงต้องการอะไร"
          "นั่งก่อนสิ เราน่าจะต้องคุยกันยาว"
          ปัทม์จ้องหน้า ก่อนตัดสินใจนั่งลงตรงหน้าพ่อเลี้ยงเจง
          "ผมเชื่ออยู่อย่างนึง คนเรา...ความโง่มักจะมาก่อนฉลาดเสมอ แต่คนที่ฉลาดพอจะต้องรู้จักปรับตัวเรียนรู้ว่าควรจะทำตัวยังไง"
          "มีอะไรพูดตรง ๆ กันดีกว่า"
          พ่อเลี้ยงเจงยิ้มเหี้ยม   
       
          "จำที่เราเคยคุยกันได้มั้ย ประสบการณ์และบทเรียนชีวิตในช่วงนี้มันน่าจะทำให้คนฉลาด ๆ อย่างพ่อเลี้ยงปัทม์ รู้ตัวว่าควรจะให้ความร่วมมือกับใคร และด้วยวิธีไหน"


 ปัทม์สีหน้านิ่ง
          "ครับ"
          "นั่นไง ผมมองคนไม่ผิดจริง ๆ คุณฉลาดอย่างที่ผมคิด"
          พ่อลี้ยงเจงผายมือ
          "เชิญทานอาหารก่อน ทานให้อิ่มแล้วเราค่อยมาคุยกันต่อว่าชีวิตคุณจะดีขึ้นกว่านี้ได้ยังไง เชิญตามสบายไม่ต้องเกรงใจ ผมจัดมาพิเศษสำหรับคุณจริง ๆ"
          ปัทม์มองอาหารแล้วหยิบช้อนและส้อมมาตักอาหารกิน พ่อเลี้ยงเจงยิ้มพอใจที่ปัทม์ยอมอ่อนข้อ
          
          สารวัตรปวุฒินั่งคุยกับวราห์ด้วยท่าทางระวังตัว วราห์ยิ้มแย้ม พยายามแสดงความเป็นกันเอง
          "ดื่มให้สบายใจก่อนสิครับ ธุระของผมมันเรื่องเล็กน้อย...ไม่สำคัญเท่ากับการได้เลี้ยงรับรองข้าราชการผู้ซื่อสัตย์อย่างคุณ"
          "มีอะไรพูดมาดีกว่า พรุ่งนี้ผมต้องเข้าเวรแต่เช้า"
          "คุณกำลังทำเรื่องส่งตัวพ่อเลี้ยงปัทม์ไปฝากขังไว้ที่ศาล"
          "รู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจดียิ่งกว่าคนในโรงพักซะอีกนะ"
          "ผมอยากให้คุณชะลอการส่งคดี"
          "แต่มันใกล้ถึงเวลาที่กำหนดแล้ว"
          "มีจดหมายแจ้งให้คุณชะลอเรื่องนี้ไปอีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์"
          วราห์ส่งซองจดหมายให้ ปวุฒิแปลกใจ เปิดซองออกมาพบเช็คเงินสด... ปวุฒิรู้ทันทีว่า เป็นของพ่อเลี้ยงเจง
          
          ปัทม์กินอาหารแล้วดื่มน้ำ
          "อาหารอร่อยมากครับ"
          พ่อเลี้ยงเจงยิ้มพอใจ เชื่อว่าปัทม์ยอมอยู่ข้างเขา
          "ทำไมยังให้โอกาสคนที่หลงผิดอย่างผม"
       
          "คนหนุ่มสาวมักทำอะไรหุนหันพลันแล่น ผมเคยผ่านจุดนั้นมาก่อน ประสบการณ์สอนให้ผมรู้วิธีเดินเกมชีวิต"
          "พ่อเลี้ยงพูดถูก ประสบการณ์ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตยังไง"
          ปัทม์ยกแก้วน้ำ
          "เชิญดื่มครับ"
          พ่อเลี้ยงเจงยกแก้ว
          "เชิญดื่ม"
          "ดื่มให้กับความล้มเหลวของพ่อเลี้ยงเจง"
          ปัทม์ดื่มน้ำหมดแก้ว พ่อเลี้ยงเจงอึ้ง จ้องหน้าปัทม์เขม็งด้วยความไม่พอใจ ปัทม์รินน้ำใส่แก้วเพิ่ม
          "ผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไปร่วมรดน้ำศพพ่อเลี้ยงรึเปล่า ผมขอถือโอกาสนี้เลยแล้วกัน"
          ปัทม์รินน้ำลงพื้น พ่อเลี้ยงเจงโกรธมาก แต่เก็บอาการไว้
          "คนเรามักเสียเวลาพูดพร่ำพรรณนาต่อหน้าศพที่ไม่สามารถรับฟังได้... เสียเวลาเปล่า ไหน ๆ วันนี้ผมเจอตัวแล้ว ขอพูดตอนนี้เลยก็แล้วกัน คนชั่วเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ นอกจากคำสาปแช่ง"
          "อย่ามาอวดดีกับฉัน!"
          ปัทม์จ้องหน้าพ่อเลี้ยงเจงเขม็ง
          "ทุกชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่ว่าสัตว์หรือคน และผู้ที่จะเกิดเป็นคนได้ต้องมีจิตใฝ่ดี พ่อเลี้ยงมั่นใจมั้ยครับว่าจะได้เกิดเป็นคนอีกครั้ง"
          พ่อเลี้ยงเจงปาแก้วใส่ ปัทม์หลบได้ ปวุฒิเดินเข้ามาในห้องพอดี
          "นี่มันเกิดอะไรขึ้น"
          "ผมต่างหากที่ต้องถามคำถามนี้กับสารวัตร ผมเคยรู้ว่า นายทุนสามารถซื้อโรงเรียน ซื้อโรงพยาบาลได้ แต่เพิ่งรู้วันนี้ว่า นายทุนซื้อโรงพักได้ด้วย"
          ปวุฒิอึ้ง ตำรวจวิ่งเข้ามาในห้องทำอะไรไม่ถูกที่ปวุฒิกลับมา
          "เอายังไงดีครับ จะให้ผู้ทำผิดกฎหมายยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป หรือจะให้ผู้บริสุทธิ์เดินกลับเข้าห้องขัง"
          ปัทม์มองปวุฒิ เพื่อท้าทายว่าปวุฒิจะทำอย่างไร ปวุฒิสั่งตำรวจ
          "ควบคุมตัวคุณปัทม์เข้าห้องขัง"
          พ่อเลี้ยงเจงยิ้มเย้ยอย่างผู้ชนะ ตำรวจใส่กุญแจมือพาปัทม์ออกไป
       
          ตำรวจพาปัทม์เข้าไปในห้องขัง ปวุฒิเดินออกมามอง...พ่อเลี้ยงเจงเข้ามา
          "เป็นไงสารวัตร ปลัดวราห์เลี้ยงรับรองสมเกียรติคุณรึเปล่า"
          ปวุฒิหยิบเช็คและหยิบไฟแช็คขึ้นมาเผาเช็คต่อหน้าทันที
          "ผมเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมมีหน้าที่รับใช้กฎหมายคงไว้ซึ่งความยุติธรรม"
          พ่อเลี้ยงเจงรู้ดีว่าปวุฒิไม่เล่นด้วย
          "แล้วคุณจะรู้ว่า คนตัวเล็กใจใหญ่อยู่ไม่ได้หรอก มันต้องตัวใหญ่ใจใหญ่"
          พ่อเลี้ยงเจงเดินออกไป ปวุฒิมองไปที่ปัทม์ ในใจไม่คิดว่า เขาเป็นคนผิดเลยแต่ทำอะไรไม่ได้
          
          เช้าวันใหม่ บริเวณไร่ชาที่สวยงามและกว้างใหญ่ รจนาไฉนกำลังเดินมาและหันมาเจอชิและจันทร์เจ้านั่งมองไร่ชาด้วยสีหน้าหดหู่
          "ทำอะไรกันเหรอ"
          "ทำใจเจ้า"
          "เสียดายยอดชาที่กำลังผลิยอด ปล่อยไปถึงวันพรุ่งนี้ก็เก็บไม่ได้แล้ว"
          "แล้วทำไมไม่เก็บล่ะ"
          "คนงานลาออกไปหมดแล้วนี่เจ้า แล้วใครจะเก็บใบชาล่ะเจ้า"
          รจนาไฉนเดินไปหยิบก๋วยมาแบก แล้วเดินไปเก็บใบชา
          "คุณรจนาไฉน คุณจะทำอะไรเจ้า"
       
          จันทร์เจ้าและชิแปลกใจมองหน้ากัน


   รจนาไฉนเข้ามาเด็ดยอดชาด้วยตัวเอง จันทร์เจ้าและชิเข้ามาห้ามไว้
          "หยุดเถอะเจ้า คุณรจนาไฉนทำไม่ไหวหรอกเจ้า"
          "ใช่ครับ ชาตั้งร้อยไร่ เก็บทั้งวันก็ไม่หมด"
          "เราทำเท่าที่เราทำได้สิ ถึงแม้จะได้น้อยแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้ใบชาต้องเสียไป"
          "เก็บได้แค่ก๋วยสองก๋วย ส่งขายเมืองนอกไม่ได้หรอกครับ"
          "เราก็ทำขายที่หน้าไร่สิ ชิลืมไปแล้วเหรอ กว่าจะมีไร่ชาอย่างวันนี้ได้... นายของชิเริ่มต้นจากศูนย์"
          "แต่เราเคยส่งชาออกขายเมืองนอก กลับต้องมานั่งขายชานอกเมือง มันน่าอายนะเจ้า"
          "ความอายไม่เคยสร้างความเจริญให้ใครนอกจากความจน จันทร์กับชิเลือกจะเป็นอย่างไหนล่ะ"
          รจนาไฉนเดินเก็บยอดชาต่อไป จันทร์เจ้าและชิเข้าใจ รีบเดินช่วยเก็บใบชาด้วย
          บริเวณไร่ชาอันเวิ้งว้าง รจนาไฉนกำลังช่วยกันกับจันทร์เจ้าและชิ เก็บใบชาอย่างไม่รู้จักเหน็ด
       จักเหนื่อย
       
          เวลาต่อเนื่องมา รจนาไฉนเอาก๋วยมาเทใบชาออก เพื่อจะไปเด็ดใบชาต่อ
          "พอเถอะเจ้า"
          "ฉันยังไหว เก็บได้อีกสองสามรอบ"
          "พักสักหน่อยเถอะครับ เดี๋ยวล้มไปจะลำบาก น่าเสียดายจริง ๆ ใบชาชั้นดีที่มีแต่ที่ไร่ปัทมกุล.. กำลังจะแห้งเหี่ยวไปเพราะคุณปัทม์ถูกกลั่นแกล้ง"
          รจนาไฉนชะงักไปนิดหนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของชิที่ว่าใบชามีแต่ที่ในไร่นี้ เธอทวนคำ
          "ใบชาชั้นดีมีแต่ที่ในไร่นี้"
          รจนาไฉนคิดถึงคำพูดของพูนทวี
          "กลับไปที่ไร่กันดีกว่า คุณยังใส่เสื้อเปื้อนชาอยู่เลย ไปเปลี่ยนได้แล้วล่ะ สีน่าเกลียดเชียว"
          รจนาไฉนยิ้มแย้มกับพูนทวี แล้วชะงักนิดหนึ่งเมื่อมองไปที่เสื้อของตัวเองที่เลอะสีชาของไร่
          รจนาไฉนชะงักไปทันที เหมือนคิดหาทางช่วยปัทม์ให้รอดได้แล้ว
          
          รจนาไฉนกับพูนทวีเข้ามาหาปวุฒิที่กำลังทำงานอยู่ในห้อง ปวุฒิมีสีหน้าแปลกใจ
          "คุณเพื่อน"
          "ฉันขอดูใบชาที่อยู่ในกล่องที่พบยาบ้าหน่อยสิคะ"
          "ไม่ได้หรอก กล่องชานั่นถูกอายัดเป็นของกลาง"
          "เราต้องการดูแค่ใบชา คงไม่ยากเกินไปถ้าคุณอยากจะช่วย"
          ปวุฒิชะงักนิดหนึ่งเหมือนกำลังครุ่นคิด
          "ฉันไม่ได้ขออะไรมาก ขอเพียงใบชาในกล่องที่มียาบ้า กับใบชาในกล่องที่ไม่มียาบ้า อย่างละไม่เกินหนึ่งช้อนชา"
          ปวุฒิคิดตัดสินใจ
           CUT /
          ภายในห้องประชุมอีกห้องในสถานีตำรวจ    รจนาไฉนตักชาใส่แก้วแล้วเติมน้ำร้อนลงไป
          "นี่เป็นชาในกล่องที่มียาบ้า"
          รจนาไฉนตักชาจากอีกจานใส่ในถ้วย แล้วเติมน้ำร้อน
          "และนี่เป็นชาในกล่องที่ไม่พบยาบ้า"
          รจนาไฉนเอาช้อนคนชาในแก้วทั้งสองใบ ปวุฒิมองก็ไม่เห็นอะไร
          "ต่างกันตรงไหน มันก็น้ำชาเหมือนกัน"
          "คุณดูสิ...สีของน้ำชาต่างกัน กลิ่นก็ต่างกัน"
          ปวุฒิสังเกตตามที่รจนาไฉนบอก ก็เริ่มเห็นความแตกต่าง
          "ชาในกล่องที่มียาบ้า มีสีเหลืองอมเขียวกลิ่นหอมให้รสชาติชุ่มคอเป็นชาอู่หลง.. นิยมส่งไปขายที่จีนกับไต้หวัน แต่ชาในแก้วที่ไม่มียาบ้า มีสีน้ำตาลแดง สีเข้มและรสชาติเข้มข้น เป็นยอดชาพันธุ์อัสสัม เรียกว่าชาดำหรือชาฝรั่ง"
          "คุณเพื่อนกำลังจะบอกว่า ชาในกล่องที่พบยาบ้าเป็นชาจากไร่อื่น" พูนทวีบอก
          "ใช่ค่ะ เพราะไร่ปัทมกุลผลิตเฉพาะชาฝรั่งส่งออกขาย คุณสามารถไปตรวจสอบชาในไร่ได้ คุณจะพบว่าไร่เราไม่ได้ผลิตชาอู่หลงเลย"
          ปวุฒิคิดตัดสินใจ หันไปสั่งจ่า
          "จ่า...นำชาทุกกล่องมาตรวจสอบ แล้วไปตรวจสอบชาที่ไร่ปัทมกุลทั้งหมด"
          "ครับสารวัตร"
          รจนาไฉนและพูนทวียิ้มดีใจ คิดว่าจะช่วยให้ปัทม์รอดพ้นคดีได้
       
          รจนาไฉนมาบอกปัทม์
          "คุณปัทม์ อดทนหน่อยนะคะ ฉันพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าชาในกล่องที่มียาบ้า เป็นชาจากที่อื่น"
          "หลักฐานแค่นี้จะเพียงพอเหรอ"
          "เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า ไร่ชาของเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาบ้า"
          "เราหวังว่าจะทำให้ตำรวจรู้ความจริงว่าแกถูกใส่ร้าย" พูนทวีบอก
       
          "ใช่ค่ะ แล้วทุกคนจะยอมรับว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์"


  ปวุฒิเดินเข้ามา  รจนาไฉนมีสีหน้ามีความหวังว่าปัทม์จะพ้นผิด
                       "ผลการพิสูจน์ออกมาแล้ว เป็นจริงอย่างที่คุณพูดไว้ทุกอย่าง ชาในไร่ปัทมกุล เป็นคนละประเภทกับชาที่มียาบ้าซ่อนอยู่"
                       "คุณปัทม์หลุดจากข้อกล่าวหาแล้วใช่มั้ยคะ"
                       "ไม่" 
                       พูนทวีและรจนาไฉนตกใจ
                       "ทำไมเป็นอย่างนั้น"
                       "ถึงชาในกล่องนั้นจะไม่ใช่ชาจากไร่ปัทมกุล  แต่ชากล่องนั้นมียาบ้า ประเด็นสำคัญก็คือ ยาบ้าอยู่ในรถของไร่ปัทมกุล" 
                       พูนทวีและรจนาไฉนผิดหวังที่ไม่สามารถช่วยให้ปัทม์พ้นผิด
                       "ถ้ายังไม่มีหลักฐานอื่น พรุ่งนี้ผมต้องนำตัวคุณปัทม์ไปฝากขังที่เรือนจำ และส่งสำนวนให้อัยการดำเนินคดีฟ้องต่อไป"
                       "ปวุฒิ...  คุณก็รู้ว่าคุณปัทม์ทุ่มเทชีวิต.. ปกป้องและทำลายพวกค้ายา คุณยังไม่เชื่อใจคุณปัทม์อีกเหรอ"
                       "ความเชื่อใจเอามาใช้ทางกฎหมายไม่ได้"
                       ปวุฒิมองหน้าเธออย่างมีความหมาย
                       "ความเชื่อใจมีไว้เพื่อความรักเท่านั้น"
                       ปวุฒิมองรจนาไฉนเพื่อบอกความรู้สึกภายในใจแล้วเดินออกไป เธอเสียใจ เข้าไปปลอบใจปัทม์
                       "คุณต้องอดทนนะคะ  ยังไงคนบริสุทธิ์ต้องได้รับความยุติธรรม"
                       "กลับไปได้แล้ว อย่าวุ่นวายอะไรอีกเลย"
                       "ไม่...ฉันจะพยายามหาหลักฐานมาช่วยคุณให้ได้"
                       "เธอก็เห็นแล้วว่าเธอทำอะไรไม่ได้  มันไม่มีประโยชน์หรอก"
                       ปัทม์เดินหนีเข้าไปในมุมลึกของห้องขัง รจนาไฉนเสียใจที่ช่วยปัทม์ไม่สำเร็จ ปัทม์หันกลับมามองเธอ
                       "เธอเหนื่อยมามากพอแล้ว อย่าลำบากเพราะฉันอีกเลย"
                       ปัทม์ละสายตาจากเธอ  รจนาไฉนมองเขาด้วยความรู้สึกผูกพันและเห็นใจ พูนทวีรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของคนทั้งคู่
       
                       รจนาไฉนทิ้งตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อน  พยายามหาทางช่วยปัทม์แต่ดูเหมือนจะอับจนหนทางเต็มที  เปรมเข้ามามองลูกสะใภ้ด้วยความเข้าใจ
                       "อย่าทุกข์ อย่ากังวล ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับลง ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้นานนักหรอก"
                       "เพื่อนพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยคุณปัทม์ แต่ตอนนี้เหมือนทุกอย่างจะสิ้นหวัง คุณแม่คะ..  เพื่อนมีเรื่องอยากถามคุณแม่ได้มั้ยคะ"
                       เธอมองเปรมอย่างค้นหา เปรมยิ้มพยักหน้ารับ
                       "เพื่อนไม่เข้าใจว่าทำไม...คุณแม่ถึงไม่..."
                       "ทำไมฉันถึงไม่ไปเยี่ยมปัทม์"
                       "ค่ะ"
                       "ถ้าไป... มันจะช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้ล่ะ"
                       รจนาไฉนนิ่งอึ้งไป
                       "ปัทม์รู้จักฉันดี  เราสองคนถึงจะไม่เคยแสดงความรักต่อกัน  แต่เราก็รับรู้ความรักที่มีต่อกันได้เสมอ เพราะเราร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเผชิญชีวิตมาด้วยกัน สายใยความเข้าใจไม่มีวันขาดจากกันได้หรอก"
                       รจนาไฉนซึ้งใจในคำสอนของเปรม เข้ากอดเปรมด้วยความรัก
                       "เชื่อฉันเถอะ  ความรักและความดีในตัวปัทม์จะเป็นเกราะป้องกันช่วยทำให้เขารอดปลอดภัย"
                       เปรมเชื่อมั่นว่า ปัทม์ต้องหลุดพ้นจากคดีได้  เธอจ้องมองรจนาไฉนด้วยสายตาเชื่อมั่น
                       "เราต้องเชื่อมั่นในคุณค่าของความดีนะ...หนูเพื่อน"
                       รจนาไฉนฟังคำพูดของเปรมด้วยแววตาเชื่อถือ
                                                                                                                                                                                     
                       ในเวลากลางคืน วุฒิเดินเข้ามาในห้องทำงาน
                       "ได้ข้อมูลเส้นทางเดินรถบรรทุกของไร่ปัทมกุลรึยัง"
                       "ได้แล้วครับ... วันเกิดเหตุรถแวะที่ปั๊มน้ำมัน เราเพิ่งได้ภาพจากกล้องวงจรปิดของปั๊มมาครับ"
                       ตำรวจเจ้าหน้าที่เทคนิคเปิดภาพให้ดู
                       รถของปัทม์มาจอดที่บริเวณห้องน้ำของปั้มน้ำมัน คนขับรถลงจากรถ แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำ
                       "มีภาพมุมอื่นมั้ย"
                       "มีอีกมุมหนึ่งจากร้านกาแฟครับ"
                       ตำรวจเปิดภาพ  เป็นภาพจากหน้าร้านกาแฟที่เห็นด้านท้ายของรถขนชา ปวุฒิมองภาพด้วยความสนใจ  แล้วเห็นรถกระบะคันหนึ่งมาจอดเทียบ  เปิดผ้าใบท้ายรถบรรทุกของปัทม์ เปิดประตูขนกล่องชาเข้าไปในรถแล้วปิดผ้าใบ
                       ปวุฒิชะงักไปทันที
                       "มีคนขนกล่องชาใบนั้นมาใส่ในรถ ซูมภาพใกล้กว่านี้ได้มั้ย"
                       ตำรวจซูมภาพ แล้วเห็นหน้าของวิชัย
                       "ได้ตัวแล้ว...จ่าไปหาข้อมูลแล้วจับตัวมาสอบสวนด่วน"
                       "ครับผม"
                       ปวุฒิสีหน้าจริงจัง  มีความหวังในการทำคดีมากขึ้น



ออฟไลน์ ADMIN

  • Administrator
  • *
  • กระทู้: 4928
  • คะแนนน้ำใจ: 15
    • ดูรายละเอียด
Re: มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2013, 09:08:30 PM »

มัจจุราชสีน้ำผึ้ง ตอนที่ 9 (ต่อ)
       
       ปัทม์นั่งกังวลใจอยู่ในห้องขัง คิดถึงเรื่องราวที่รจนาไฉนช่วยเหลือเขาตลอดเวลา ทั้งเหตุการณ์ที่เธอตรงเข้าไปห้ามไม่ให้ตำรวจทำลายชาบนรถบรรทุก เหตุการณ์ที่เธอเข้ามาปลอบเขาอย่างมีความหวังจนปัทม์รู้สึกสับสน...
       
          "รจนาไฉน ฉันกำลังจะแพ้ความดีของเธอ"
          ปัทม์ถอนหายใจยาว
       
          ในเวลากลางคืน รจนาไฉนถือข้าวของเตรียมจะไปเยี่ยมปัทม์ เปรมเดินเข้ามาหา
          "คืนนี้ไม่ต้องไปเฝ้าปัทม์หรอก หนูเหนื่อยและเพลียมากแล้ว"
          "ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ เพื่อนไม่อยากให้คุณปัทม์รู้สึกว่า โดดเดี่ยวไม่เหลือใคร เพื่อนไปก่อนนะคะ"
          รจนาไฉนจะออกไป แต่เซแล้วทรุดลงเพราะความล้าและเหนื่อยอ่อน
          "หนูเพื่อน"
          "เพื่อนไม่เป็นอะไรจริงๆค่ะคุณแม่"
          รจนาไฉนยังคงฝืนจะไป แต่ก็ล้มลงอีก
          
          รจนาไฉนนอนอยู่ในห้อง เปรมเอายามาให้ทาน
          "ทานยาแล้วนอนซะนะจ๊ะ"
          "แต่ว่า..."
          "เป็นห่วงปัทม์ใช่มั้ย"
          รจนาไฉนอ้ำอึ้งไม่ตอบ ได้แต่หลบสายตาที่จ้องอย่างค้นหาของเปรม
          "เลิกห่วงคนอื่น แล้วหันมารักตัวเองบ้างเถอะจ้ะ ถ้าปัทม์เห็นหนูเป็นลมล้มพับไปต่อหน้า เขาจะสบายใจได้ยังไง หนูควรรักษาตัวเองให้แข็งแรง เพื่อจะสู้และอยู่เป็นกำลังใจให้กับเขา"
          "ค่ะ คุณแม่"
          รจนาไฉนยอมล้มตัวลงนอน แต่ภายในใจก็ห่วงปัทม์ เปรมมองรจนาไฉนก็ยิ่งรักเธอมากขึ้น และนึกเป็นห่วงปัทม์
          
          ปัทม์นั่งอยู่ในห้องขัง ชะเง้อมองละล้าละลังอยู่อย่างนั้น คอยรจนาไฉน พอได้ยินเสียงคนเดินมาจากทางหน้าห้องขัง ก็ยิ้มดีใจรีบลุกขึ้นทันที
          "รจนาไฉน"
          ปัทม์หันไปมอง เห็นเปรมเข้ามา
          "คุณแม่"
          ปัทม์เข้ามาจับมือแม่ไว้ ด้วยความรักและคิดถึง
          "คุณแม่ครับ ผมขอโทษที่เกิดเรื่อง ทำให้คุณแม่ต้องไม่สบายใจ"
          "ไม่ต้องขอโทษ แม่รู้ว่าลูกของแม่ไม่ผิด"
          "แต่ผมรู้สึกผิดที่จะไม่ได้อยู่ดูแลคุณแม่อีกแล้ว พรุ่งนี้ผมคงต้องถูกย้ายไปฝากขัง
       ผมอาจไม่ได้ดูแลคุณแม่อีกนาน"
          "ใครบอกล่ะ ถึงลูกไม่อยู่ แต่ตัวแทนความรักของลูกก็อยู่กับแม่เสมอ"
          ปัทม์ชะงักนิดหนึ่ง พอจะเดาออกว่าเปรมหมายถึงรจนาไฉน
          "รจนาไฉน ผู้หญิงคนนี้มีใจที่ประเสริฐ เขาไม่มีวันทิ้งแม่หรือทิ้งลูกเด็ดขาด"
          เปรมเดินเข้ามาจับมือปัทม์ไว้เพื่อให้กำลังใจ เปรมลูบหัวปัทม์
          "บุญใดที่แม่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติและ ณ ปัจจุบัน จะคุ้มครองลูกของแม่ให้แคล้วคลาดพ้นภัย เชื่อแม่เถอะว่าพรุ่งนี้.. ลูกจะต้องปลอดภัย"
          ปัทม์กอดเปรมด้วยความรัก
          
          ภายในห้องสอบสวน จ่าเข้ามารายงาน ปวุฒิสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมาก
          "ป่านนี้แล้วยังไม่ได้ตัวอีกเหรอ"
          "ผู้ต้องสงสัยชื่อ นายวันชัย เรานำกำลังไปที่บ้านแต่ไม่พบตัวครับ"
          "พวกคุณทำงานประสาอะไร อีกไม่กี่ชั่วโมงเราต้องนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังแล้ว ถ้าเราได้ตัวนายวันชัยมายืนยันว่าคุณปัทม์ไม่เกี่ยวข้องกับยาในกล่องนั้น คุณปัทม์กับคนขับรถก็พ้นผิดรึคุณอยากให้ผมจับแพะ"
          "ผมขอโทษครับสารวัตร"
          "รีบไปลากคอไอ้วันชัยมาให้ได้"
          "ครับผม"
          จ่าจะออกไป แต่ปวุฒิเรียกไว้เพราะรู้สึกว่า เมื่อครู่ใส่อารมณ์เกินไป
          "เดี๋ยวก่อนจ่า ผมขอโทษที่ใส่อารมณ์"
          "ผมเข้าใจครับ ผมเองก็เชื่อว่าคุณปัทม์เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ต่างจากสารวัตร"
          "ผมไปด้วย.. เราต้องนำตัวผู้ต้องหามาให้เร็วที่สุด"
          จ่ายิ้ม ปวุฒิและจ่าออกไปด้วยกัน   
       
          เช้าวันใหม่ รจนาไฉนตื่นนอน จันทร์เจ้าเข้ามาหา
          "จันทร์กี่โมงแล้ว"
          "จะสิบโมงแล้วเจ้า"
          "สายมากแล้ว....ฉันต้องรีบไป"
          รจนาไฉนรีบลุกจากที่นอน
       
          "คุณรจนาไฉนจะรีบไปไหนเจ้า"


    รจนาไฉนเปลี่ยนชุดแล้ว จะรีบออกไปข้างนอก
          "คุณรจนาไฉนไม่ต้องไปหรอกเจ้า"
          "ใช่...ถึงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ เกะกะเปล่าๆ"
          ปยงค์นึกได้ก็ตบปากตัวเอง
          "ปากเสียอีกแล้ว คือยิ่งไปเห็นภาพคุณปัทม์ถูกจับเข้าเรือนจำ มันจะสะเทือนใจนะคะ"
          "ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้ ฉันก็อยากให้เขารู้ว่าฉันอยู่เคียงข้างเขาเสมอ"
          รจนาไฉนยืนยันจะออกไปหาปัทม์ เธอเดินออกจากห้องโถง ทั้งจันทร์เจ้ากับปยงค์มองตาม
       
          ปัทม์ยืนอยู่ในห้องขังด้วยความกังวลใจ ตำรวจที่พาคนขับรถใส่กุญแจมือเดินมาที่หน้าห้อง
       เปิดประตูห้องขังใส่กุญแจมือปัทม์ แล้วเดินพาออกไปด้วยกัน
          "นาย...เขาจับเราไปฝากขังไว้ที่เรือนจำ เราต้องถูกตัดสินประหารชีวิตใช่มั้ยนาย"
          "ไม่หรอก เราไม่ได้ทำผิด เราต้องปลอดภัย"
          "เชิญครับ"
          ตำรวจพาคนขับกับปัทม์ออกไป
          รจนาไฉนดูนาฬิกา หันไปเร่งชิที่กำลังขับรถอยู่
          "เร็ว ๆ หน่อยสิ"
          "ครับ"
          ชิเร่งเครื่อง รจนาไฉนกังวลใจกลัวไปไม่ทันส่งปัทม์
       
          ปัทม์ถูกใส่กุญแจมือเดินมาถึงรถที่จะส่งไปยังเรือนจำ ปัทม์หันไปมอง เหลียวซ้ายแลขวาหวังให้รจนาไฉนมาส่ง แต่ไม่เจอใคร
          "ไปได้แล้ว"
          ปัทม์ถูกนำตัวขึ้นไปบนรถ รถวิ่งออกไป
       
          ฝั่งตรงข้ามกันรถของรจนาไฉนวิ่งเข้ามาในบริเวณสถานีตำรวจ รจนาไฉนมองไปยังสถานี
       รถขนย้ายผู้ต้องหาวิ่งสวนออกมาแล้ว รจนาไฉนหันไปจึงไม่ทันเห็น
       
          รจนาไฉนวิ่งเข้าไปในสถานีตำรวจ
          "คุณปัทม์ยังอยู่ไหม ฉันมาเยี่ยมคุณปัทม์"
          "ส่งไปฝากขังที่ศาลแล้วครับ"
          "คุณปัทม์"
          รจนาไฉนมีสีหน้าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
       
          ชิขับรถมาจอดส่งรจนาไฉนที่ไร่ เธอเดินลงจากรถ ชิวิ่งเข้ามาถาม
          "ทำไมไม่ตามไปส่งนายล่ะครับ"
          รจนาไฉนไม่ตอบ เดินออกไป...
          "นายรอคอยกำลังใจจากคุณรจนาไฉนนะครับ"
          รจนาไฉนไม่ตอบ เดินออกไป
       
          รจนาไฉนเดินผ่านไร่ชา...แล้วค่อยๆเอามือลูบไล้ใบชา ลม้ายคล้ายกับภาพในอดีต ตอนที่ปัทม์เดินเอามือลูบกล่องชาในโกดัง รจนาไฉนเดินสัมผัสใบชาด้วยความรัก ด้วยความอาลัย แล้วก็หยุดมองไร่ชาที่กว้างใหญ่ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา
          "คุณปัทม์.. ลาก่อน"
          รจนาไฉนเสียใจที่ช่วยอะไรปัทม์ไม่ได้
       
          ปัทม์นั่งอยู่ในรถขนย้ายผู้ต้องหา ทำใจยอมรับสภาพ คิดว่าคงไม่รอดแล้ว
          "นาย...ผมกลัว ผมไม่อยากติดคุกจนตาย"
          "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด"
          แต่แล้วรถขนย้ายผู้ต้องหาต้องเบรกกะทันหัน ปัทม์แปลกใจมองไปหน้ารถ เห็นรถของปวุฒิเข้ามาจอดขวาง
          ปวุฒิลงจากรถเข้าไปคุยกับตำรวจที่คุมตัวปัทม์
       
          "ผมจับตัวผู้ต้องหาคนสำคัญได้แล้ว ขอเวลาสอบสวนเพิ่มเติมอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนส่งตัว"
          ปัทม์ได้ยินก็รู้สึกดี มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง


  ในเวลาต่อมา ปัทม์และคนขับรถเข้ามายืนอยู่ในห้องสอบสวน พ.ต.ท. ปวุฒิ ไตรพงษ์รัชตะกำลังพาวันชัยที่ถูกใส่กุญแจมือเข้ามายืนมอง ทั้งนี้โดยไม่ให้ปัทม์กับคนขับรถเห็น
          ปวุฒิถามวันชัย   
          "สองคนนี้เป็นคนจ้างให้นายเอากล่องชาไปใส่ไว้ในรถรึเปล่า"
          "ไม่ใช่"
          "รู้จักสองคนนี้มั้ย"
          "ไม่เคยรู้จักครับ"
          ปวุฒิพยักหน้าพอใจ จ่านำตัวปัทม์และพล คนขับรถออกมาจากห้องสอบสวน ปวุฒิบอก    "เราจับตัวผู้ต้องหาที่แอบเอากล่องชาที่มียาบ้าไปใส่รถคุณได้แล้ว เค้าให้การว่าพวกคุณไม่เกี่ยวข้อง คุณพ้นจากข้อกล่าวหา"
          ปวุฒิไขกุญแจมือของปัทม์ ปัทมกุลออก จ่าไขกุญแจมือของคนขับรถออก ตำรวจกำลังนำตัววันชัยเข้าไปในห้องสอบสวน ปัทม์พุ่งตรงเข้าไปกระชากตัววันชัยถาม
          "ใครเป็นคนบงการให้แกใส่ร้ายฉัน"
          "ผมไม่รู้จัก"
          "โกหก!"
          "ใจเย็นครับ เรื่องนี้ปล่อยให้ทางตำรวจสืบสวนเอง เค้าเป็นแค่ชาวบ้านที่ถูกหลอก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในกล่องมียาบ้า"
          ปัทม์ปล่อยตัววันชัยออก ตำรวจนำวันชัยเข้าไปในห้องสอบสวน ขณะที่คนขับรถเดินออกไป
          "พวกมันเลวจริงๆ ชาวบ้านต้องมารับกรรมแทน" ปัทม์บอก
          "ผมจะตามจับตัวการมาลงโทษให้ได้" ปวุฒิว่า
          "สารวัตรน่าจะรู้ว่าเป็นใคร"
          "ผมต้องการพยานหลักฐานมากกว่านี้ แต่ยังไงซะผมก็ไม่ปล่อยให้มันลอยนวลแน่"
          ปัทม์หันมาขอบคุณปวุฒิด้วยความจริงใจ
          "ขอบคุณมาก"
          "ก็แค่ทำไปตามหน้าที่"
          "ถึงยังไงผมก็ต้องขอบคุณแทนคนไทยทุกคน ขอบคุณที่ทำให้เรารู้ว่ายังมีตำรวจซึ่งทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง"
          ปัทม์ยื่นมือไปเพื่อจับมือกับปวุฒิ...
          "ขอบคุณสำหรับกำลังใจ"
          ปวุฒิมองปัทม์แล้วยื่นมือมาจับ ทั้งสองแสดงออกถึงมิตรภาพที่ดีต่อกันมากขึ้น
          "ผมยอมจับมือกับพ่อเลี้ยงเพราะเรื่องนี้เรื่องเดียวนะ สำหรับเรื่องอื่นเราคงยอมกันไม่ได้"
          ปัทม์มองหน้าปวุฒิ รู้ดีว่าเขาหมายถึงเรื่องรจนาไฉน
          
          ในเวลาต่อมา จันทร์เจ้าวิ่งตะโกนเข้ามาในบ้าน
          "ป้า... นายออกจากคุกแล้ว พี่ชิกำลังรับนายกลับมา"
          ปยงค์ยกมือไหว้ท่วมหัว
          "คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง เจ้าที่เจ้าทางนางไม้เทวดา"
          "ป้าไปบอกคุณเปรม จันทร์จะรีบไปบอกข่าวดีกับคุณรจนาไฉน"
          "แกรู้เหรอว่าคุณรจนาไฉนอยู่ไหน ก็ไอ้ชิมันบอกว่าเมื่อเช้ากลับจากโรงพัก   ส่งหน้าไร่ชาแล้วก็หายไปเลย"
          จันทร์เจ้าคิดนิดหนึ่งแล้วเสียใจ
          "รึว่า...คุณรจนาไฉนจากพวกเราไปแล้ว"
          
          บริเวณไร่ชา ปัทม์ยืนอยู่ที่หน้าเขตทางเข้าไร่ชา เขายืนมองอาณาจักรไร่ชาเห็นแต่ความว่างเปล่าที่ไม่มีคนงานหลงเหลืออยู่เลย ชิเข้ามารายงานปัทม์
          "หลังจากนายถูกจับ พวกคนงานก็ลาออกจนหมด"
          "แล้วเค้าล่ะ"
          "คุณรจนาไฉนหายไปตั้งแต่เช้าแล้วนาย ที่บ้านก็ไม่อยู่ บางทีคุณรจนาไฉนอาจจะ..."
          ปัทม์รู้ดีว่า เธอคงจะไปแล้ว..ปัทม์เดินเข้าไปที่ไร่ชา
          "ชิเสียใจด้วยนาย"
          
          ปัทม์เดินผ่านต้นชา มองดูอาณาจักรชาอันเวิ้งว้างด้วยความเสียใจที่ไม่มีใครดูแล เขายืนมองน้ำตาคลอด้วยความเสียใจ ปัทม์หันหลังจะเดินกลับ แต่พบรจนาไฉนที่กำลังใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่งใบชา
       เขาเฝ้ามองเธออย่างชื่นชม เธอตัดแต่งกิ่งใบชาคนเดียวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
          "ต้นชาก็มีชีวิตเหมือนกับคนที่ต้องการดูแลเอาใจใส่ การตัดแต่งกิ่งจะทำให้ใบชาผลิยอดออกใบและเติบโตเป็นต้นชาที่สมบูรณ์"
          รจนาไฉนแปลกใจหันกลับมามอง เห็นปัทม์ก็ตกอยู่ในภวังค์
          "คุณปัทม์"
          เขาน้ำตาคลอมองเธอ แล้วโผวิ่งเข้าไปกอด เธอแปลกใจและตกใจที่ปัทม์เข้ามาสวมกอด
          ปัทม์กอดรจาไฉน หมุนตัวเป็นวงกลมกลางไร่ชา เรื่องราวของเขากับเธอวนเวียนผ่านเข้ามา
       
          เหตุการณ์ตอนที่รจนาไฉนวิ่งเข้าไปห้ามตำรวจ ไม่ให้ตากใบชาทิ้งไว้
          "อย่าทิ้งชาไว้ อย่าทำลายชา"
          ปัทม์หันไปมอง รู้สึกอึ้งที่รจนาไฉนเข้าไปปกป้องชา เธอเข้าไปกอบชาใส่กล่อง
          "ฉันปล่อยให้พวกคุณทำลายชาและความรักของชาวไร่ปัทมกุลไม่ได้ ฉันต้องรักษาชาไว้ ไม่ให้มันเสียหายไปมากกว่านี้" รจนาไฉนใช้สองมือโกยใบชาเพื่อใส่กล่องคืน
          เหตุการณ์ตอนรจนาไฉนเอาอาหารมาให้ พยายามจะป้อนปัทม์ แต่เขาปัดช้อน หยิบห่อข้าวปาทิ้ง
          "ออกไป!"
          "คุณปัทม์ !"
          เหตุการณ์ตอนที่รจนาไฉนนอนหลับอยู่หน้าห้องขัง... ปัทม์รู้สึกตัวตื่นหันไปมองรอบๆ อย่างแปลกใจที่เห็นเธอนอนหลับอยู่ด้านหนึ่ง
          เหตุการณ์รจนาไฉนเอาน้ำชามาให้ เมื่อเธอยื่นแก้วชาให้ปัทม์
          "ฉันชงชาให้คุณ คุณดื่มเถอะ มันจะทำให้คุณคลายความเครียดแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้น"
       
          ปัทม์รับแก้วชา เธอยิ้มดีใจคิดว่าปัทม์อารมณ์ดีขึ้นแล้ว แต่เขากลับสาดชาใส่เธอ
          เหตุการณ์ตอนรจนาไฉนฉีกหนังสือหย่าของปัทม์ทิ้ง...


  ปัทม์กอดเธอกลางไร่ชาด้วยความรักอย่างเต็มเปี่ยม เธอรู้สึกอบอุ่นใจ สัมผัสได้ว่าเป็นการสวมกอดที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก จนเธอเผลอกอดตอบเช่นเดียวกัน
       
          "ขอบคุณ... ขอบคุณมาก"
          เธออึ้งเมื่อได้ยินปัทม์พูดแบบนี้
          "ขอบคุณที่ทำทุกอย่างเพื่อฉัน"
          รจนาไฉนไม่อาจแสดงความรู้สึกภายในออกมาได้รีบถอยห่าง
          "ฉันทำไปตามหน้าที่ ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ทิ้งคุณจนกว่าคุณจะออกมา"
          เธอเดินออกไป เขาตะโกนไล่หลัง
          "จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม...ฉันขอบคุณจริงๆ ขอบคุณ"
          รจนาไฉนหยุดยิ้มด้วยความแปลกใจที่ปัทม์พูดขอบใจเธอ แล้วก็เดินออกไป เขาเฝ้ามองเธอที่เดินออกไปท่ามกลางบรรยากาศของไร่ชาที่สวยงามมาก
          
          กลางวันต่อเนื่องมา รจนาไฉนกลับเข้ามาในห้อง เธอยืนนิ่ง หัวใจสับสนไม่ยอมรับว่าตัวเองรักปัทม์และปัทม์ก็รักเธอ
          "เป็นไปได้ยังไงที่มัจจุราชอย่างเค้าจะกอด...จะขอบคุณฉัน"
          รจนาไฉนนิ่งคิดเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง
       
          ปัทม์เข้ามาไหว้แม่
          "หมดเคราะห์หมดโศกนะลูก" เปรมบอก
          "เป็นเพราะบุญกุศลที่คุณแม่ทำไว้ครับ ผมถึงรอดมาได้"
          "มันเป็นเพราะความดีของลูกต่างหาก ความดีเท่านั้น... ที่เป็นเกราะป้องกันภัยคุ้มครองเรา"
          "เป็นเพราะปยงค์ด้วยค่ะ ปยงค์บนหัวหมูไว้กับศาลเจ้าพ่อสักทอง" ปยงค์บอก
          "จันทร์ก็บนเจ้า" จันทร์เจ้าบอก
          "น้องจันทร์บนอะไรจ๊ะ" ชิถาม
          "แก้ผ้าฟ้อนในคืนเดือนเพ็ญเจ้า" จันทร์เจ้าว่า
          "จะฟ้อนวันไหนบอกพี่ชิด้วยนะ"
          "ทะลึ่ง"
          ทุกคนหัวเราะชิกับจันทร์ เปรมหันมาคุยกับปัทม์
          "เจอรจนาไฉนรึยัง ลูกควรขอบใจและรักเธอให้มาก ตอนที่ลูกไม่อยู่ เธอทำทุกอย่างเพื่อไร่ปัทมกุล.. ดูแลทุกคนเป็นอย่างดี"
          ปัทม์ยิ้มคิดจะไปหารจนาไฉน
       
          ปัทม์เดินเข้าไปเปิดประตูเข้ามาหารจนาไฉนด้วยความดีใจ แต่กลับเจอเธอกำลังเก็บเสื้อผ้าชุดสุดท้ายใส่กระเป๋า แล้วปิดกระเป๋าเดินทาง และกำลังจะเดินออกไป
          "จะไปไหน"
          "ฉันเคยบอกคุณแล้วไง ในวันที่คุณกลับมา ฉันจะไป"
          เธอยกกระเป๋าจะเดินออกไป แต่ปัทม์ขวางไว้
          "ออกไปนะ อย่ามาขวาง"
          ปัทม์ยังคงขวาง เธอพยายามจะดันตัว แต่ปัทม์เข้าช้อนอุ้มเธอไว้
          "ปล่อยฉันนะ"
          เขาอุ้มเธอโยนลงบนเตียงแล้วเอากระเป๋าของเธอเปิดออก เทเสื้อผ้ากองกับพื้น
          "คุณจะทำอะไร"
          "เธอจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น"
          รจนาไฉนมองหน้าเขา ก่อนจะรวบเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไว้ตามเดิม เธอดื้อจะไปให้ได้
          "ฉันไม่ให้เธอไป"
          รจนาไฉนกับปัทม์ยื้อยุดกระเป๋าอยู่อย่างนั้น ทั้งสองยื้อกระเป๋ากันไว้สุดแรง
          "ฉันไม่เอากระเป๋าไปก็ได้"
          จู่ ๆ เธอปล่อยกระเป๋าทำให้ปัทม์หงายหลังล้มลง เธอชะงักตกใจก้มลงประคองปัทม์
          "เป็นยังไงบ้าง"
          ปัทม์ยิ้ม
          "เธอห่วงฉันด้วยเหรอ"
          "กะล่อน"
          เธอผลักตัวปัทม์ล้มลงแล้วจะลุกหนีไป
          "ยังไงฉันก็ไม่ปล่อยให้เธอไป"
       
          ปัทม์เข้ามาขวางประตู ใส่กลอนล็อกประตูแน่นหนา
       
       จบตอนที่ 9





PageRank Checking Icon