ผู้เขียน หัวข้อ: สุภาพบุรุษจุฑาเทพ : คุณชายธราธร ตอนที่ 3  (อ่าน 697 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ LoveClick

  • Administrator
  • ผู้จัดการฝ่าย
  • *
  • Thank You
  • -Given: 0
  • -Receive: 1
  • กระทู้: 4832
  • 36178 credits
  • View Inventory
  • Send Money To LoveClick
  • คะแนนน้ำใจ: 15
    • ดูรายละเอียด







  สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 3
       
       หน้าร้านขนมวังเทวพรหม...ชินกรแอบยืนอยู่ด้วยความตื่นเต้นแล้วตัดสินใจกดความความอายไว้เดินไปที่ร้านขนมด้วยความมุ่งมั่น แต่แล้วก็ต้องผิดหวังอย่างแรง
       
       “คุณเกษราไม่อยู่เหรอครับ”
       
       แย้มจัดขนมไป ตอบไป
       
       “ค่ะ ออกไปตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรกับคุณหนูหรือเปล่าคะ”
       
       “เอ่อ...ไม่มีครับ...ไม่มี” ชินกรรีบบอกอายๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง “ค่าขนมเท่าไหร่ครับ”
       
       ชินกรเดินออกมาพร้อมกับถุงขนม ก่อนจะหันไปมองที่ร้านนิดๆ ด้วยความเสียดาย ถอนใจที่ไม่ได้เจอเกษรา แล้วเขาก็หันมามองถุงขนมพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข
       
       จานกระเบื้องเคลือบเขียนสีแบบจีน ใส่ขนมไทยจากร้านเกษราวางอยู่อย่างน่ากิน ชินกรนั่งมองแวว
       
       ตาเป็นประกาย บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่ข้างๆ เขาจิ้มทองหยิบเข้าปากแล้วหลับตาเคี้ยวอย่างละเมียดหลับตาเคลิ้ม...ยิ้ม พริ้ม คิดถึงหน้าเกษราตอนเต้นรำ เธอยิ้มน้อยๆ หวานละมุนละไม ไม่ต่างไปจากทองหยิบที่หวาน
       
       อวลอยู่ในปาก และทันใดนั้น...หน้าตัวเองตอนตกใจเรื่องการแต่งงานก็แทรกพรวดเข้ามา
       
       “คุณชายใหญ่กับคุณเกษเป็นคู่หมั้นคู่หมายกันเหรอครับ”
       
       ชินกรสะดุ้งโหยง ลืมตาฟึ่บ มองขนมที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วก็เศร้าลง...เสียงมารตีดังแทรกเข้ามาใน
       
       ความคิด
       
       “ใช่ค่ะ...ท่านลุงประสงค์ให้พี่ชายใหญ่แต่งงานกับพี่เกษค่ะ”
       
       ความหวานและรอยยิ้มเมื่อครู่ค่อยจางไป...กลายเป็นความเศร้าค่อยแทรกเข้ามาแทน ชินกรวางส้อมลงข้างจานแล้วก็กลุ้ม
       
       “เราจะไปสู้คุณชายใหญ่ได้ยังไงกัน...เฮ่อ”
       
       ชินกรคิดถึงธราธรแล้วก็ต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงแข่ง
       
       ภายในวังจุฑาเทพยามค่ำคืน ธราธรเดินลงมาจากชั้นบน ถนอมถือกระเป๋าเป้แนวลุยๆ เดินตามมา
       
       “ถนอมเอากระเป๋าฉันไปเตรียมไว้ในรถเลยนะ พรุ่งนี้ฉันต้องเดินทางแต่เช้า”ธราธรสั่งไล่หลัง
       
       “ครับ”
       
       ถนอมรีบยกกระเป๋าแล้วเดินออกไปอย่างเร็ว ปวรรุจเดินสวนเข้ามามองตามกระเป๋าด้วยความแปลกใจ
       
       “ออกภาคสนามครั้งนี้พี่ชายใหญ่เตรียมกระเป๋ารอข้ามคืนเลยเหรอครับ ปกติจะเห็นเตรียมกระเป๋าเช้าวันเดินทาง”
       
       ธราธรชะงักคิด
       
       “นั่นสินะ...พี่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าทริปนี้ พิเศษกว่าทริปอื่น”
       
       ปวรรุจยิ้ม
       
       “เป็นเพราะมีเพื่อนร่วมทริปเป็นคุณเกษราหรือเปล่าครับ ถึงได้พิเศษ”
       
       ธราธรชะงักกึกหยุดคิด ไม่ตอบ ไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธ แววตาบ่งบอกว่าไม่รู้จริงๆ ปวรรุจมองแล้วก็คิด
       
       อีกมุมหนึ่งของวัง พุฒิภัทร รัชชานนท์ และ รณพีร์ กำลังเดินออกมาจากห้องนอน
       
       “ตกลงคืนนี้เราพาพี่ชายภัทรไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนดี” รณพีร์ถามขึ้น
       
       เสียงปวรรุจดังมาจากข้างล่าง
       
       “พี่ชายใหญ่ชอบคุณเกษราหรือเปล่าครับ”
       
       พุฒิภัทร กับรัชชานนท์ชะงักกึก รณพีร์ยังไม่รู้เรื่องพูดต่อ
       
       “ไปโลลิต้า...หรือว่า...”
       
       พุฒิภัทรทำท่าบอกให้เงียบ
       
       “ชู่ว!”
       
       รณพีร์ไม่เข้าใจ
       
       “มีอะไร...”
       
       รัชชานนท์รีบปิดปากรณพีร์
       
       “ชู่วววว์!”
       
       รณพีร์งงๆ อู้อี้ๆ
       
       “มีอะไรครับเนี่ย”
       
       รัชชานนท์กับพุฒิภัทรรีบเงี่ยหูฟังสุดฤทธิ์
       
       ธราธรอึ้งคิด...ตอบไม่ได้ ปวรรุจถามต่อ
       
       “พี่ชายใหญ่เคยถามตัวเองหรือเปล่าครับว่า เคยอยากเห็นหน้าเธอทุกค่ำคืน วันไหนไม่เห็นหน้าก็ทานข้าวไม่ลง อยากได้ยินเสียงเธอทุกเช้าค่ำ โทรศัพท์ไปคุยหน่อยก็ยังดี อยากกอด อยากจูบ อยากปกป้องเธอไปตลอดชีวิต...พี่ชายใหญ่เคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่าครับ”
       
       ธราธรอึ้งคิด...สามคุณชายด้านบนลุ้นรอคำตอบ ธราธรหันมาตอบ หน้านิ่ง
       
       “ไม่ใช่แค่กับน้องเกษ...แต่...ตั้งแต่เกิดมาพี่ยังไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย”
       
       สามคุณชายถึงกับส่ายหน้า...รัชชานนท์เซ็ง
       
       “พี่ชายใหญ่คงอยู่กับก้อนอิฐ ก้อนหินจนหัวใจกลายเป็นก้อนแข็งๆ เหมือนวัตถุโบราณไปแล้ว”
       
       ธราธรถามปวรรุจกลับ
       
       “แล้วเราเคยมีความรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนหรือเปล่า”
       
       ปวรรุจยิ้มอาย
       
       “มีครับ” ปวรรุจยิ้มคิดถึงวาดดาว “เธอเป็นผู้หญิงที่ผมอยากเจอทุกลมหายใจ”
       
       สามคุณชายหันขวับมองหน้ากัน อยากรู้มาก รณพีร์กับรัชชานนท์ลืมตัว
       
       “ใคร”
       
       พุฒิภัทร รีบจุ๊ปาก
       
       “ชู่ว!”
       
       รณพีร์และรัชชานนท์รีบปิดปากตัวเอง แล้วหันไปฟังต่อ...ปวรรุจรีบกลับมาเรื่องเดิม
       
       “แต่เรื่องของผมไม่สำคัญเท่ากับของพี่ชายใหญ่หรอกครับ เพราะเธอไม่ใช่หนึ่งในเทวพรหมและผมก็ไม่ต้องรีบตัดสินใจเรื่องแต่งงาน”
       
       “จริงสิ...” ธราธรคิดหนัก “พี่ก็ได้แต่หวังว่า...ระหว่างที่เดินทางไปด้วยกัน ถ้าพี่ได้รู้จักน้องเกษมากขึ้น พี่อาจจะรู้สึกแบบที่เราว่าก็เป็นได้”
       
       ปวรรุจมองหน้าธราธรแล้วพูดให้คิด

   “แต่มันก็ไม่แน่นะครับ...การที่พี่ชายใหญ่ไม่รู้สึก ชอบ คุณเกษ อาจจะเป็นเพราะจริงๆแล้วพี่ชายใหญ่ ชอบ คนอื่นอยู่ก็ได้”
       ธราธรสะอึก ขมวดคิ้วงง ปวรรุจพูดต่อ
       “ลองเปิดใจเผื่อสำหรับผู้หญิงอีกคนด้วยนะครับ” ปวรรุจเดินเข้ามาใกล้อีกนิด “บางที...”
       ปวรรุจหยิบเส้นผมที่หล่นอยู่บนไหล่ของธราธรออกมา ธราธรมองตาม
       “เส้นผม...” ปวรรุจปล่อยเส้นผมลง “อาจจะบังภูเขาอยู่ก็ได้”
       ธราธรมองหน้าน้องชาย ปวรรุจยิ้มมีเลศนัยแล้วเดินกลับออกไป ธราธรคิดตามขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
       “ชายรุจหมายถึงใคร”
       รณพีร์ดันเกิดฉุนจมูกขึ้นมากะทันหัน และทันใดนั้นก็ห้ามตัวเองไม่ได้ จามออกมาอย่างดัง
       “ฮัดเช้ย!”
       รัชชานนท์ กับ พุฒิภัทร ตกใจ รีบดึงรณพีร์เข้าไปในห้องที่เพิ่งเดินออกมาทันที ธราธรตกใจหันขวับไป แต่ตรงนั้นว่างเปล่าไม่มีใครยืนอยู่ ธราธรหันกลับมาสงสัยว่าเสียงมาจากไหน
       รณพีร์โดนดันเข้ามาในห้องนอน รัชชานนท์และพุฒิภัทรเดินตามเข้ามา
       “พี่ชายใหญ่เกือบเห็นแล้วมั้ยหล่ะ ถ้ารู้ว่าเราแอบฟังต้องโดนเอ็ดแน่” พุฒิภัทรตำหนิน้อง
       รณพีร์ไม่สนใจ ถามเปลี่ยนเรื่อง
       “พี่ชายใหญ่จะรู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงที่พี่ชายรุจบอกให้เปิดใจ คือน้องมะปราง”
       พุฒิภัทร   พูดอย่างเป็นกลาง
       “ที่จริง...เรื่องน้องมะปรางก็เป็นข้อสันนิษฐานของชายรุจ เราเองก็ไม่รู้อยู่ดี ว่าพี่ชายใหญ่มีใจให้น้องหรือเปล่า”
       รัชชานนท์นิ่งคิด
       “ไม่ใช่แค่เราที่ไม่รู้...ผมว่า พี่ชายใหญ่เองก็คงไม่รู้เหมือนกัน”
       รณพีร์และพุฒิภัทรพยักหน้าเห็นด้วย รณพีร์คิดออก
       “แต่ ถ้าเรื่องน้องมะปรางไม่เป็นจริงก็ดี พี่ชายใหญ่จะได้ลงเอยกับคุณเกษ คำสัญญาของสองตระกูลจะได้สิ้นสุดสักที”
       รัชชานนท์ยิ้มร่า
       “พวกเราก็รอด!”
       รณพีร์กับรัชชานนท์ร้องออกมาพร้อมกัน
       “ไชโย!!”
          พุฒิภัทร ยกมือห้าม
       “เดี๋ยว!”
       ทั้งสองคนชะงักกึกหยุดหันมา พุฒิภัทรคิดๆ
       “พูดถึงเรื่องคำสัญญาของสองตระกูล พวกนายรู้หรือเปล่าว่าคำสัญญามันมาจากไหน และทำไมท่านพ่อถึงต้องสัญญา”
       รัชชานนท์และรณพีร์ส่ายหน้า พุฒิภัทรถามต่อ
       “แล้วเคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่า”
       รัชชานนท์กับรณพีร์อึ้ง สงสัยขึ้นมาทันที
       
       ย่าอ่อนมองรอดแว่นถามด้วยความแปลกใจอย่างแรง
       “แล้วทำไมมาสงสัยเอาตอนนี้ มันไม่ดึกไปหน่อยเรอะ”
       ย่าอ่อนมองหน้ารณพีร์ รัชชานนท์ และ พุฒิภัทรที่นั่งสลอนอยู่ตรงหน้า แล้วก็ปรายตาไปมองนาฬิกาเกือบสองทุ่ม สามคนยิ้มแห้งๆ แหะๆๆ
       “และอีกอย่าง จะรู้ไปทำไม รู้แค่ว่าต้องแต่งงานตามสัญญาก็พอ ผู้ใหญ่ให้ทำก็ทำไป ท่านตรองแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ถ้าไม่ดีก็ไม่ให้ทำ”
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ มองหน้ารณพีร์ส่งสัญญาณให้จัดการ รณพีร์รีบคลานเข่าเข้ามาบีบนวดเอาใจ
       “พวกเราทราบดี สิ่งที่ท่านพ่อ หม่อมย่า และคุณย่าให้เราทำต้องดีอยู่แล้ว”
       ย่าอ่อนพยักหน้าเริ่มเคลิ้มกับการนวด
       “แต่ถ้ารู้ถึงที่มาที่ไปของคำสัญญา เราจะได้หายข้องใจ คืนนี้ผมกับชายเล็กไม่ออกไปเที่ยวเพื่อมารอฟังคำตอบจากคุณย่าเลยนะครับ”
       รัชชานนท์รีบพยักหน้ารับ
       “นี่จะบอกว่า ถ้าย่าไม่เล่า เราสองคนก็จะออกไปเที่ยวกันอีกหล่ะสิ”
       รณพีร์กับรัชชานนท์ลืมตัว
       “ครับ”
       ย่าอ่อนทำตาดุ สองหนุ่มรู้สึกตัว
       “เอ้ย...ไม่ใช่ครับ!”
       ย่าอ่อนค้อนไม่เชื่อ รณพีร์กับรัชชานนท์ หน้าเสีย ทำไงดี พุฒิภัทรแทรกมาแบบนิ่มๆ แต่ตรงไปตรงมาตามสไตล์
       “คุณย่าครับ เราอยากรู้จริงๆนะครับว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต ทำไมท่านพ่อถึงสัญญากับคุณอาเทวพันธ์”
       รัชชานนท์เสริม



     “ถ้ารู้แล้วเราจะได้เข้าใจถึงเหตุผลในการแต่งงาน”
       รณพีร์บอกอีกคน
       “และเราจะได้ยอมแต่งงานโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ”
       ทั้งรัชชานนท์กับพุฒิภัทรหันขวับมามองหน้ารณพีร์ว่าจริงเหรอ รณพีร์ขยิบตาทำนองว่าเอาน่าพูดไปก่อน ย่าอ่อนฟัง คิด แล้วก็ตัดสินใจ
       “ได้...ย่าจะเล่าให้ฟังก็ได้”
       ทั้งสามหนุ่มหันมาทางย่าอ่อนตั้งใจฟัง ย่าอ่อนเริ่มต้นเล่า
       “เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ....”
       ย่าอ่อนเริ่มนึกถึงความหลัง หลิ่วตา หน้ากำลังอิน เสียงรัชชานนท์ก็ดังขึ้นเบาๆ
       “โห...นานจัง คืนนี้จะจบมั้ยเนี่ย”
       ย่าอ่อนลืมตาหันขวับมา
       “จะฟังมั้ย”
       สามคนรีบบอก
       “ฟังครับ”
       รณพีร์และพุฒิภัทรหันมามองรัชชานนท์ดุๆ รัชชานนท์ยิ้มแห้งๆ ย่าอ่อนกลับมาอินใหม่
       “ตอนนั้นพวกคุณชายยังเป็นเด็กๆกันอยู่ อาจจะจำได้ไม่มากนัก ตอนที่เกิดเรื่องเป็นช่วงที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มโจมตีพระนครอย่างหนัก มีเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดไม่เว้นแต่ละวัน”
       ย่าอ่อนเล่าด้วยความสะเทือนใจ นึกถึงภาพในอดีต ตอนที่คุณชายทั้ง 5 ยังเด็กๆ
       “ท่านชายวิชทรงสั่งให้คนพาพวกเราไปหลบภัยที่บ้านที่สุพรรณบุรี ทั้งคุณพี่ ทั้งย่า หม่อมอุบลวรรณ ชายใหญ่ กับชายพีร์...หม่อมหยก ชายภัทรและชายเล็กแล้วก็...แม่ต้นห้องกับลูกชายของหล่อน !”
       ย่าอ่อนกระแทกเสียงเล็กน้อย รัชชานนท์กับรณพีร์หันมาทางพุฒิภัทรงงๆ
       “คุณย่าหมายถึง หม่อมช้องนางกับชายรุจ” พุฒิภัทรตอบเบาๆ
       รัชชานนท์กับรณพีร์ถึงบางอ้อ...พยักหน้า...ย่าอ่อนทำเป็นไม่ได้ยินแล้วก็เล่าต่อ พยายามระงับอารมณ์เคืองไว้
       “พวกเราทุกคนพักอยู่ที่สุพรรณด้วยความไม่สบายใจ เพราะท่านชายประทับอยู่ที่วังกับบ่าวอีกแค่คนสองคน เพื่อจะได้ทรงงานที่พระนคร และแล้ว...เหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้นจนได้”
       ย่าอ่อนเล่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดวิตก และเศร้าใจ
       “เครื่องบินทิ้งระเบิดเพลิงลงที่วังจุพาเทพในคืนหนึ่ง...ตอนนั้นไม่มีใครอยู่ที่วังเลยนอกจาก...ท่านพ่อของคุณชาย”
       ย่าอ่อนเล่าด้วยแววตาเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ แค่คิดภาพในอดีตก็กลับมา เสียงเพลิงไหม้ ระเบิด และเครื่องบิน มุมหนึ่งของวังมีเปลวไฟลามไหม้ไปทั่ว ย่าอ่อนเสียงสั่นๆ
       “ไฟจากระเบิดไหม้ลามไปอย่างรวดเร็ว ไฟไหม้ตึกด้านหลังเกือบหมด ผนังห้องพังลงมาทับ ทรงขยับตัวไม่ได้”
       ย่าอ่อนนึกถึงภาพวิชชากรนอนอยู่ที่พื้น มีแผ่นไม้หล่นลงมาทับขา วิชชากรพยายามจะขยับลุก แต่ก็ลุกไม่ได้วิชชากรนอนอยู่ด้วยความเจ็บปวด...รณพีร์ถามด้วยความตื่นเต้นสงสัย
       “แล้วท่านพ่อทรงทำอย่างไรครับ”
       ย่าอ่อนหน้าตาจริงจังแล้วก็ตอบ
       “สวดมนต์!!”
       พุฒิภัทร รัชชานนท์ รณพีร์ หน้าเหวอโพล่งออกมาพร้อมกัน
       “สวดมนต์”
       “ใช่ ท่านชายทรงคิดว่า...คงไม่มีโอกาสรอดออกมาได้แน่ แต่แล้วด้วยอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปาฎิหารย์ก็เกิดขึ้น”
       ย่าอ่อนเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย
       
       ในอดีต...ที่หน้าวังจุฑาเทพ รถของเทวพันธ์แล่นเข้ามาจอดเอี๊ยดดด ชาวบ้านวิ่งจ้าละหวั่น ขนของหนี กันคึกโครม เสียงหวอ เสียงเครื่องบิน เสียงระเบิด ดังห่างๆ มาเป็นระยะๆ เทวพันธ์ลงจากรถหน้าตาตื่น เห็นควันลอยมาจากด้านหลังวัง เทวพันธ์ยืนอึ้ง
       “ท่านชาย!”
       
       เทวพันธ์รีบวิ่งไปที่เกิดเหตุทันที

 วิชชากรยังนอนหมอบอยู่ที่พื้น พยายามจะดันตัวลุกขึ้น แต่ไม่เป็นผล ทั้งไฟ ทั้งควัน อบอวลไปทั้งห้อง ทันใดนั้นเทวพันธ์วิ่งเข้ามาด้านใน
       “ท่านชาย !! ท่านชายอยู่ในนี้หรือเปล่าครับ”
       วิชชากรรีบหันไปตามเสียง และตะโกนผ่านควันออกไปอย่างยากลำบาก
       “ผม...อยู่ที่นี่...”
       เทวพันธ์หันไปตามเสียงเห็นวิชชากรนอนอยู่ก็ตกใจ
       “ท่านชาย!”
       เทวพันธ์จะวิ่งมาช่วยก็มีไม้ร่วงลงมาจากหลังคาเกือบโดนเขา
       “เฮ้ยยย!”
       เทวพันธ์พยายามหาทางเข้ามาช่วยวิชชากร แต่ทั้งไฟ ทั้งควัน และ เศษไม้ปะทุกระเด็นสกัดทุกทิศทาง วิชชากรเห็นแล้วก็ตะโกนออกมา
       “คุณชายไม่ต้องห่วงผม...ไม่เป็นไร...ออกไปเถอะครับ ในนี้อันตราย โอยยย”
          เทวพันธ์   เห็น วิชชากรนอนอยู่แล้ว ตัดใจไม่ได้
       “ไม่ได้ครับ ผมไม่ไป...ถ้าผมไปท่านชายต้องไปกับผม”
       เทวพันธ์พยายามจะลุยฝ่าควันและไฟเข้าไปให้ได้ วิชชากรมองเทวพันธ์ที่พยายามวิ่งเข้ามาด้วยความยากลำบาก
       “โอย...”
       “ท่านชาย ทำใจดีๆไว้นะครับ แค่กๆ”
       เทวพันธ์หันไปฉวยผ้าคลุมตู้ที่อยู่ใกล้ๆ มาอุดจมูกแล้วพยายามวิ่งฝ่าควัน และ ไฟเข้าไปจนถึงตัววิชชากร เขาพยายามยกไม้ที่ทับตัววิชชากรออกอย่างยากลำบาก
       “พอผมยกไม้ออก ท่านชายขยับออกมาเลยนะครับ”
       วิชชากรพยักหน้าอย่างยากลำบาก
       “พร้อมนะครับ...หนึ่ง...สอง...สาม !! อ๊าก”
       เทวพันธ์ออกแรงสุดๆ วิชชากรดันตัวจนหลุดพ้นออกมาได้แล้วก็กลิ้งสุดแรงเพื่อให้พ้นจากแผ่นไม้ พอวิชชากรดิ้นพ้นรัศมีออกมาแล้ว เทวพันธ์ปล่อยแผ่นไม้ลงที่เดิม และรีบเข้ามาพยุงวิชชากร
       “ฝืนใจหน่อยนะครับท่านชาย...”
       วิชชากร   พยายามยันตัวขึ้น ตามแรงพยุงของเทวพันธ์
       “โอ้ย”
       วิชชากรเจ็บขาจากการโดนทับ
       “อีกนิดเดียวครับ...อีกนิดเดียว”
       เทวพันธ์พยายามพยุงวิชชากร และประคองออกไปอย่างเต็มกำลัง ทั้งสองคนพยายามลากกันออกไปจนพ้นจุดอันตราย ทันใดนั้นหลังคาบริเวณที่วิชชากรนอนอยู่ก็หล่นลงมาฟึ่บบบบ !! ทั้งสองคนหันไปมองด้วยความใจหาย...เพราะถ้าวิชชากรยังอยู่หมายถึงไม่รอดแน่นอน ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันเหมือนรู้กัน แววตาของวิชชากรเต็มไปด้วยคำขอบคุณ เทวพันธ์พยักหน้านิดๆ เหมือนรับรู้ได้และประคองวิชชากรออกไป เปลวไฟยังคงลามลุกอย่างไม่ลดละ...เวลาผ่านไปวิชชากรนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ระเบียง บ้านเรือนไทย มองคุณชายทั้ง 5 วิ่งเล่นกันอยู่ที่สนาม ด้วยแววตาครุ่นคิด
       
       ย่าอ่อนเล่าต่อ
       “หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นท่านชายทรงตัดสินใจเรียกหม่อมทั้ง 3 มาบอกเรื่องคำสัญญาที่ทรงทำขึ้นเพื่อตอบแทนคุณชายเทวพันธ์ และให้คุณพี่กับย่าเป็นพยาน”
       
       ในอดีตอุบลวรรณ หยก และช้องนางนั่งรอฟัง มีหม่อมเอียดนั่งอยู่บนตั่ง และย่าอ่อนนั่งอยู่ไม่ห่าง วิชชากรบอกทุกคน
       “เราเป็นหนี้ชีวิตคุณชายเทวพันธ์ ชดใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด เราเสนอเงินทองให้คุณชายก็ไม่รับ บอกแต่ว่าห่วงลูกสาว 3 คนที่ยังเล็ก หากหมดสงครามลูกๆอาจจะลำบากเมื่อเติบใหญ่ เราจึงเก็บมาตรองดูและพบหนทางที่จะชดใช้หนี้ชีวิตในครั้งนี้” วิชชากรบอกกับเอียด “ลูกขอตั้งคำมั่นสัญญาต่อหน้าหม่อมแม่” เขาหันไปหาย่าอ่อน “และคุณน้า”
       วิชชากรค่อยๆหันไปมอง 5 คุณชายที่วิ่งเล่นอยู่
       “เมื่อคุณชายทั้ง 5 แห่งจุฑาเทพเติบใหญ่ ขอให้หนึ่งในห้าหรือมากกว่านั้นก็ไม่ผิด แต่งงานกับทายาทเทวพรหมและดูแลคนในครอบครัวอย่างสุดกำลัง เพื่อตอบแทนบุญคุณในครั้งนี้”
       หม่อมเอียดและย่าอ่อนพยักหน้านิดๆ รับทราบ วิชชากรหันมาทาง 3 หม่อม
       “ขอให้แม่อุบลบอกกับชายใหญ่ และชายพีร์ ส่วนช้องนางก็บอกชายรุจ และหยกก็บอกกับชายภัทรและชายเล็กให้รักษาคำสัญญานี้ไว้อย่างเคร่งครัด”
       อุบลวรรณ ช้องนาง หยก รับคำโดยดี
       “ค่ะ ท่านชาย”
       
       ย่าอ่อนรับฟังด้วยความยึดมั่นถือมั่นที่บ่งบอกออกมาทางแววตา









ออฟไลน์ LoveClick

  • Administrator
  • ผู้จัดการฝ่าย
  • *
  • Thank You
  • -Given: 0
  • -Receive: 1
  • กระทู้: 4832
  • 36178 credits
  • View Inventory
  • Send Money To LoveClick
  • คะแนนน้ำใจ: 15
    • ดูรายละเอียด
Re: สุภาพบุรุษจุฑาเทพ : คุณชายธราธร ตอนที่ 3
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 22, 2013, 08:40:25 AM »

  สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 3 (ต่อ)
       
       ย่าอ่อนแววตายังยึดมั่นถือมั่นเหมือนเดิม บอกกับหลานๆ
       
       “คำสัญญาของท่านชายยังดังก้องอยู่ในหูย่าจนถึงทุกวันนี้...คราวนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยว่าคำสัญญาเป็นมาอย่างไร อย่าลืมที่รับปากย่าไว้หล่ะ ต้องแต่งงานแต่โดยดี ไม่มีสิ่งใดต้องค้างคาใจ รู้หรือเปล่า”
       ทั้ง 3 คุณชายสะดุ้งโหยง อึกอักๆ มองกันเลิ่กลั่ก รณพีร์หัวไวที่สุด รีบทำเป็นหาว
       “ห๊าว...เรื่องมันย๊าว ยาวจบแล้ว ชวนง่วงมากเลยครับ ผมกราบลาคุณย่าไปนอนก่อนนะครับ” รณพีร์กราบที่อกย่าอ่อนเลย “ราตรีสวัสดิ์ครับคุณย่า”
       ย่าอ่อนงง
       “อ้าว...นี่ๆ จะไปเลยเหรอ ยังไม่ตอบย่าเรื่องแต่งงานเลย”
       รณพีร์ไม่ตอบรีบเผ่นลงจากเรือนไปอย่างเร็ว
       “อะไรกัน ยังคุยไม่รู้เลยชายพีร์นี่ ไปซะแล้ว”
       ย่าอ่อนหันมาทางพุฒิภัทรและรัชชานนท์
       “แล้วเราสองคนล่ะจะว่ายังไง เรื่องแต่งงาน”
       พุฒิภัทรกับรัชชานนท์สะดุ้ง มองหน้ากัน แล้วก็หาวออกมาพร้อมกัน
       “ห๊าว!...ง่วงจังเลยครับคุณย่า”
       “ผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ”
       รัชชานนท์ยกมือไหว้แล้วเผ่นเลย พุฒิภัทรรีบตาม
       “ผมก็ง่วงครับ ราตรีสวัสดิ์ กุ๊ดไนท์ ครับคุณย่า”
       พุฒิภัทรรีบเผ่นตามไปอย่างเร็ว ย่าอ่อนได้แต่มองตามงงๆ
       “อ้าว อะไรกัน ไปกันหมดเลยเหรอ...มาคุยกันก่อนสิ”
       ทั้งสามหายจ้อยไปอย่างเร็ว ย่าอ่อนได้แต่ส่ายหน้า
       “ตกลงยังไม่รู้เลยว่า 3 คนนี้จะเลือกสาวๆคนไหนของเทวพรหม ฮึ่ย !”
       ย่าอ่อนกระแทกลมหายใจด้วยความเคืองเล็กๆ
       
       เช้าวันต่อมา...มารตีและวิไลรัมภา ประหลาดใจ และไม่อยากเชื่อ
       “พี่เกษเนี่ยนะจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับพี่ชายใหญ่” มารตีโวยวาย
       “นั่นสิคะ...ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นออกจากบ้าน” วิไลรัมภาหลิ่วตา “หรือว่าจะโกหกคุณพ่อแล้วแอบหนีไปกับ...คนอื่น”
       เกษราชะงัก มองหน้ามารตีกับวิไลรัมภา เทวพันธ์เห็นบรรยากาศไม่ค่อยดี รีบขัดขึ้น
       “พี่เขาไปกับคุณชายใหญ่จริงๆ คุณชายมาขออนุญาตกับพ่อเอง”
       มารตีกับวิไลรัมภายังไม่อยากเชื่อ   เทวพันธ์หันไปหาเกษรา
       “เกษเก็บของเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย”
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ เกษให้สมหวังยกขึ้นรถไปแล้ว เกษลาคุณพ่อเลยนะคะ เดี๋ยวจะสาย สวัสดีค่ะ”
       เกษรายกมือไหว้ลาเทวพันธ์แล้วก็หันมามองน้องๆอีกหนึ่งที พอปะทะกับสายตา ไม่อยากจะเชื่อ ก็ถอนใจนิดๆ แล้วก็เบือนหน้าหนีเดินออกไป ลับหลังเกษราวิไลรัมภารีบมาเกาะแขนเทวพันธ์
       “คุณพ่อไม่คิดว่ามันแปลกๆเหรอคะที่อยู่ๆ พี่เกษก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับพี่ชายใหญ่”
       “ไม่เห็นแปลกเลย ดีสิ...สองคนนี้จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ดีไม่ดี กลับจากต่างจังหวัดครั้งนี้ อาจจะได้จัดงานแต่งงานซะเลย ฮ่าๆ”
       เทวพันธ์หัวเราะด้วยความสบายใจ มีความสุขสุดๆ วิไลรัมภาหันมามองหน้ามารตี ต่างคนต่างคาใจ รู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างเคลือบแฝง...
       
       สมหวังเปิดประตูรถให้ เกษราขึ้นไปนั่ง สมหวังรีบวิ่งมาประจำที่คนขับ พอนั่งปุ๊บ ปิดประตูปั๊บ เกษรามองซ้ายมองขวาว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ ก็หันไปสั่งสมหวัง
       “ไปส่งฉันที่วังพระอาทิตย์”
       สมหวังมองเกษราผ่านกระจกหลัง เลิกคิ้ว ง
       “เอ๊ะ”
       เกษราเร่ง
       “ไปสิ !”
       “ครับๆ”
       สมหวังรีบสตาร์ทรถ เกษรานึกได้
       “อ้อ...แล้วไม่ต้องบอกคุณพ่อนะว่าไปส่งฉันที่วังพระอาทิตย์ ถ้าใครถามก็บอกว่าไปส่งที่วังจุฑาเทพ”
       สมหวังงงอีกรอบ
       “เอ่อ...ครับๆ”
       เกษราเร่งอีกรอบ
       “ไปสิ !”
       “ครับๆ ไปครับ”
       สมหวังรีบออกรถไปทันที เกษรานั่งอยู่บนรถ ถอนใจเบาๆ ไม่ชอบโกหกเลย
       “เฮ่อ...”

 หน้าวังแสงอาทิตย์ รถยนต์จอดเทียบพร้อมเดินทาง บุญถึงจัดของขึ้นรถ น้อยยืนคุม อาทิตยรังสีเดิน
       ออกมาพร้อมกับระวีรำไพ
       “บุญถึงจัดของครบหรือยัง”
       “เรียบร้อยครับ ผมตรวจตามรายการที่คุณผู้หญิงจดไว้ไม่ขาดตกบกพร่องสักรายการครับ”
       อาทิตยรังสีพอใจ
       “ดี...”
       “คุณพ่อคะ...ปรางให้น้อยเตรียมอาหารกลางวันสำหรับรับประทานระหว่างเดินทางไว้ในตะกร้าเรียบร้อยแล้วนะคะ”
       อาทิตยรังสียิ้มให้ลูกสาว
       “ขอบใจมากลูก”
       ระวีรำไพยิ้มรับน่าเอ็นดู อาทิตยรังสีบอกกับน้อย
       “น้อย ฉันฝากดูแลมะปรางเปรี้ยวด้วยนะ อย่าตามใจมากนักล่ะ”
       น้อยอ้อมแอ้มๆ
       “เจ้าค่ะ”
       น้อยรู้ในใจว่าทำไม่ได้ แอบมีพิรุธเล็กน้อย อาทิตยรังสีหันมาบอกบุญถึง
       “เอาล่ะ ไปกันได้”
       “ครับ”
       บุญถึงวิ่งมาเปิดประตูให้อาทิตยรังสี ระวีรำไพยกมือไหว้
       “รักษาสุขภาพนะคะคุณพ่อ”
       อาทิตยรังสียิ้มรับ ก่อนจะขึ้นรถ รถค่อยๆเคลื่อนออกไป มุมหนึ่งไม่ห่างจากหน้าวังนัก รถของเกษราจอดซุ่มอยู่ เกษรานั่งอยู่ในรถ ชะเง้อมองจนแน่ใจว่ารถอาทิตยรังสีห่างพอควรจึงหันมาสั่งสมหวัง
       “เข้าไปได้”
       “ครับ”
       สมหวังขับรถเข้าไปในวังแสงอาทิตย์ด้วยความแปลกใจเล็กๆ เกษรานั่งอยู่ในรถ หน้าตาตื่นเต้นนิดๆ ตามประสาคนไม่เคยออกนอกกรอบ...ระวีรำไพยืนชะเง้อมองอยู่ที่เดิม พอเห็นรถเกษราแล่นเข้ามาก็ยิ้มพอใจ
       “พี่เกษมาแล้ว...ป้าน้อย”
       ระวีรำไพพยักเพยิดกับน้อยอย่างรู้กัน
       “ค่ะๆ”
       น้อยรีบหันไปตะโกนเรียกดาวเรืองที่ยืนลับๆล่อๆอยู่ที่มุมตึก
       “นังเรือง!”
       ดาวเรืองโผล่หน้าออกมารับคำด้วยความตื่นเต้น
       “จ้า !”
       ดาวเรืองหันมาเรียกคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง
       “เชิญค่ะคุณ !”
       ทันใดนั้นโสภิตา ดาราฉาย ก็เดินพุ่งออกมาจากที่ซ่อนด้วยความตื่นเต้นและตื่นตัว ดาราฉายรีบหันมาคว้าข้อมือดารารายออกมาด้วย
       “ไปค่ะคุณแม่”
       “เฮ่อ...ทำไมฉันต้องมาทำอะไรเหมือนเด็กๆด้วยนะเนี่ย นี่ถ้าคุณชายรู้เข้า จะต้องมองหน้ากันไม่ติดแน่ๆ”
       “โธ่ คุณแม่ขา...ที่เราต้องทำแบบนี้ ก็เพื่อคุณลุงหม่อม ถ้ามะปรางไม่ปลอมตัวไปด้วย ใครจะเป็นคนดูแลท่านล่ะคะ”
       “รู้แล้วน่า ว่าแต่ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆนะ นับจากนี้ไปแม่ไม่ช่วยแล้วนะ”
       ดารารายยื่นคำขาด
       
       ระวีรำไพตอบอย่างมั่นใจ
       “ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆค่ะ ใช่มั้ยคะพี่เกษ”
       เกษราพยายามจะมั่นใจ
       “ใช่ค่ะ...คุณป้าสอนเกษกับน้องมะปรางอีกครั้งเดียว หลังจากนี้ไปเราสองคนจะใส่วิกด้วยตัวเองค่ะ”
       ระวีรำไพพูดต่อ
       “ขอแค่ วันนี้ คุณป้าทำให้เราสองคนดูเหมือนผู้ชายให้มากที่สุด ให้ผ่านด่านแรกไปให้ได้ วันที่เหลือเราจะดูแลตัวเองค่ะ”
       ดารารายมองแล้วก็สรุป
       “เอาล่ะ ไหนๆก็ถอนตัวไม่ทันแล้ว...ถ้าเราสองคนมั่นใจ...ก็เริ่มกันเลย”
       ดารารายพูดจบพร้อมกับหันไปหยิบวิกมาถือไว้...
       “พร้อม!”
       ดารารายใส่วิก แต่งหน้าให้ระวีรำไพและเกษราอย่างรวดเร็ว
       
       รถบัสจอดตระหง่านอยู่ หน้ามหาวิทยาลัย ทีมงานบางคนกำลังตรวจสภาพรถ และเตรียมความพร้อม
       ของรถที่ข้างรถ ชินกรยืนขานชื่อนักศึกษาที่ยืนอยู่ราวๆ สิบคน
       “นายอุดม ศรีมา”
       อุดม นักศึกษาร่างแน่น ขานรับเสียงดังฟังชัด
       “มาครับ!!”
       ชินกรสะดุ้งนิดๆ เพราะยืนใกล้มาก
       “อุดม...ไม่ต้องดังขนาดนี้ก็ได้ อาจารย์ไม่ได้หูตึง”
       “ครับ” เสียงอุดมยังดังอยู่ แล้วก็รู้ตัวเบาลง “ผม ...”
       ชินกรส่ายหน้านิดๆ แล้วก็เรียกชื่อต่อ
       “ปิติ มะไพศาล”
       ปิติ นักศึกษาหน้าตาสะอาดสะอ้านมีอาการขี้หลีเล็กๆ ชอบทำผมสไตล์เอลวิส
       
       “มาค้าบ...”



     ปิติหยิบหวีมาจากกระเป๋าหลัง หวีผมที่มันเยิ้มไปด้วยน้ำมัน อุดมเหล่ๆ
       “ไอ้ปิติ มึงจะหล่อไปถึงไหน หัวเงี้ยะมันยังกะกระทะหอยทอด”
       “ไอ้ดม คนไม่หล่ออย่างมึงไม่เข้าใจหรอก ผมทรงนี้กำลังเป็นที่นิยม มึงรู้จักหรือเปล่า เอลวิส เพรสลี่ย์...นั่นแหละ พ่อกูเอง”
       “ถุย! ถ้าเอลวิสเป็นพ่อมึง แม่กูก็มาริลีน มอนโรแล้ว”
       ปิติสะดุ้งว่า...มึงนี่ช่างกล้า ขณะที่อุดมกับปิติซุบซิบด่ากัน ชินกรขานชื่อต่อ
       “มานะ โชติเหลา”
       มานะ เด็กเนิร์ดใส่แว่น ท่าทางคงแก่เรียน ห้อยพระเครื่องเยอะมาก
       “มาครับ”
       ชินกรเงยหน้ามองมานะ
       “ของขลังเยอะจริงนะ”
       “พ่อผมเป็นห่วงครับ เห็นเข้าป่าไปนาน ก็เลยให้ติดตัว เอาไว้ป้องกันผีห่าซาตาน”
       มานะหันมาทางอุดม อุดมสะดุ้งนิดๆ
       “มึงหันมาทางกูทำไมเนี่ย”
       มานะไม่ตอบทำหน้านิ่งใส่ ชินกรส่ายหน้าแล้วก็ปิดแฟ้มพร้อมกับสั่งงานต่อ
       “ทุกคนมาพร้อมกันแล้วก็ขนของขึ้นรถให้เรียบร้อย อีกไม่นานเราจะออกเดินทางกันแล้ว”
       นักศึกษาทั้งหมดรับคำ
       “ครับผม”
       นักศึกษาแยกย้ายกันไปขนของขึ้นรถ ชินกรเดินไปดูความเรียบร้อยที่หน้ารถ ขณะเดียวกันนั้นบุญถึงเดินมาหาชินกรที่กำลังเชคอุปกรณ์การสำรวจ รวมทั้งเต้นท์ที่วางเรียงอยู่
       “อาจารย์ชินกรครับ”
       ชินกรหันมา
       “คุณท่านให้มาเชิญอาจารย์ กับอาจารย์คุณชายใหญ่ไปพบที่ห้องประชุมเล็กบนตึกครับ”
       “ได้ครับ” ชินกรจะเดินไปแล้วนึกได้ “อ้อ...แล้วบุญถึงไปเรียนคุณชายธราธรหรือยัง”
       “ยังครับ...ผมยังหาคุณชายใหญ่ไม่พบเลยครับ”
       ชินกรคิดๆ
       
       ธราธรยืนอยู่มุมหนึ่งของหน้ามหาวิทยาลัย ยืนชะเง้อมองหาสองสาวที่ยังไม่มาสักที ธราธรร้อนใจนิดๆ ชะเง้อไป มองดูนาฬิกาไปด้วย ชินกรเดินมามองหา พอเห็น ก็เดินมาเรียก
       “อาจารย์หม่อม!”
       ธราธรหันมา
       “จะไปกันแล้วเหรอ”
       ธราธรแอบหวั่นใจ
       “ยังครับ แต่คงอีกไม่นานแล้ว อาจารย์หม่อมอาทิตย์ให้สมหวังมาเชิญผมกับคุณชายไปพบที่ห้องประชุมเล็กน่ะครับ”
       “เอ่อ...ครับ”
       ธราธรลังเลนิดๆ ห่วงเรื่องสองสาว ชินกรเดินนำไป ธราธรจะเดินตามไป แต่อดห่วงไม่ได้ เลยหันมามองที่ประตูมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ชินกรหันมาเห็นพอดีก็ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
       “อาจารย์รอใครอยู่หรือเปล่าครับ”
       “อ๋อ เปล่าครับ ไม่ได้รอครับ” ธราธรเฉไฉ “เรารีบไปพบคุณชายอาทิตย์กันดีกว่าครับ เดี๋ยวท่านจะรอนาน”
       “ครับ”
       ชินกรและธราธรเดินไป
       
       อาทิตยรังสีนั่งอยู่ในห้องประชุมเล็ก
       “ผมขอแนะนำให้อาจารย์รู้จักกับคุณแทน”
       แทน ข้าราชการไทย หน้าตาไม่มีพิษ ไม่มีภัย ขี้เกรงใจ และไม่ค่อยสู้คน
       “และมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ด”
       เอ็ดเวิร์ด ชาวต่างชาติแต่งตัวเนี้ยบกริบ ท่าทางหยิ่งยะโส หน้าไม่ค่อยเป็นมิตร
       “คุณแทนเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดหาทุน ที่เราไปออกภาคสนามครั้งนี้ก็เพราะคุณแทนนี่แหละ”
       ชินกรและธราธรยิ้มรับอย่างสุภาพ
       “ครั้งนี้เราได้ทุนจากองค์กรความร่วมมือระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ แต่ครั้งหน้า...” แทนยิ้มๆให้เอ็ดเวิร์ด “อาจจะเป็นทุนมาจากมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดก็เป็นได้”
       แทนยิ้มเอาใจ เอ็ดเวิร์ดเชิดหน้ายิ้มรับอย่างพอใจ ชอบให้คนเอาใจ อาทิตยรังสีอธิบายเพิ่มเติม
       “มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดมีกองทุนส่วนตัวสนับสนุนการบูรณะโบราณสถาน และโบราณวัตถุในเอเชีย”
       แทนพูดต่อ
       “ทริปนี้มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดขอตามไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ หลังจากที่ได้เห็นการทำงานแล้ว ท่านอาจจะตัดสินใจให้ทุนสำหรับการสำรวจครั้งต่อไป”
       เอ็ดเวิร์ดเชิด
       “ถ้าคุณต้องการ เงิน ของผม ก็ต้องทำให้ผมพอใจ”
       คำพูดของเอ็ดเวิร์ดไม่เข้าหูชินกรและธราธรอย่างแรง ทั้งสองคนชักสีหน้า แต่ธราธรเร็วกว่าเลยตอบ
       กลับไปอย่างสุภาพ
       “การทำงานของพวกเรา ไม่ได้ทำเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ใครคนใดคนหนึ่ง เราทำเพราะต้องการอนุรักษ์ทรัพย์สมบัติของประเทศให้ลูกหลานได้รับรู้ถึงรากเง้าของตัวเอง ถ้าการเดินทางครั้งนี้จะสร้างความ ไม่พอใจ ให้คุณไปบ้าง เราก็ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้า”
       ธราธรพูดอย่างถ่อมตัว แต่เจ็บ ชินกรอมยิ้มนิดๆสะใจ อาทิตยรังสีไม่ได้ยิ้มออกมาแต่แววตาแสดง
       ว่าพอใจกับคำตอบ ในขณะที่แทนเลิ่กลั่กๆ รีบหันมาทางเอ็ดเวิร์ดที่ยืนหน้าชานิดๆ รู้ว่าโดนตอกหน้า
       “เอ่อ...คือ...คุณชายธราธรพูดเผื่อไว้น่ะครับ คงไม่มีอะไรที่จะทำให้ท่านไม่พอใจ เรารีบไปกันดีกว่านะครับ จะได้ถึงไม่ดึกมาก เชิญครับเชิญ”
       แทนกุลีกุจอรีบเชิญเอ็ดเวิร์ดออกไป เอ็ดเวิร์ดมองหน้าธราธรอีกครั้งด้วยหางตา ก่อนจะเชิดหน้าเดินยะโสออกไป ด้วยความเคืองอารมณ์ ธราธรรู้ตัวว่าพูดออกไปแรง แต่ก็ตั้งใจ เขามองหน้าอาทิตยรังสีจะดูปฎิกริยา อาทิตยรังสียิ้มให้ แทนคำพูดว่า ทำดีมาก แล้วก็เดินตามเอ็ดเวิร์ดกับแทนออกไป ธราธรค่อยโล่งอกที่ อาทิตยรังสีไม่โกรธ พอทุกคนเดินออกไปชินกรรีบหันมาทางธราธร
       “อาจารย์หม่อมพูดได้ถูกใจผมมากเลยครับ”
       “แต่คงจะไม่ถูกใจมิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดเท่าไหร่”
       “ช่างเขาเถอะครับ เค้าจะได้รู้ว่าพวกเราไม่ได้เป็นทาสเงินทุนของใคร รู้ตอนนี้จะได้ไม่ต้องมามีปัญหาภายหลัง”
       “ไม่มีจริงๆก็ดี” ธราธรในใจยังหวั่น แล้วก็นึกได้ “เอ่อ ผมขอตัวไปดูนักศึกษาก่อนนะครับ ไม่รู้ว่าคนที่เหลือมากันครบหรือยัง”
       ธราธรพูดจบก็เดินออกไปเลย ชินกรงง
       
       “เอ๊ะ...เมื่อกี๊ที่เราเชคชื่อก็มาครบแล้วนี่นา...ขาดใคร”

  ธราธรวิ่งพรวดขึ้นมาบนรถ แล้วก็กวาดสายตามองไปทั่ว เห็นนักศึกษานั่งรอหน้าสลอน อุดม มานะ ปิติ นั่งริมหน้าต่าง คนละเบาะ ธราธรบ่นเบาๆ
       “ทำไมยังไม่มา”
       ชินกรยืนอยู่ท้ายรถ เปิดแฟ้มดูเชคชื่ออีกที ธราธรเดินมาพร้อมกับมองซ้ายมองขวาหาสองสาว ชินกรเห็นธราธรก็รีบถาม
       “เด็กนักศึกษาที่คุณชายใหญ่พูดถึง อาสาสมัคร 2 คน จากคณะสังคมศาสตร์หรือเปล่าครับ”
       ธราธรหันมา
       “ใช่ครับ”
       ด้านหลังชินกรและธราธร อาทิตยรังสี เอ็ดเวิร์ด และแทนกำลังเดินขึ้นรถ ธราธรคิดๆ แล้วก็โกหกไปอ้อมๆแอ้มๆ
       “เอ่อ คือวันก่อนผมสอบถามอาจารย์อิงอรที่อยู่คณะสังคมว่าอยากได้เด็กมาช่วยจดบันทึกการทำงานสำรวจ เธอก็เสนอสองคนนี้มา ผมก็เลยชวนมาเป็นทีมงานเสริมน่ะครับ”
       ชินกรพยักหน้ารับรู้
       “แต่นี่ยังไม่เห็นมาเลยนะครับ เราคงรอนานกว่านี้ไม่ได้ เกรงใจอาจารย์หม่อมอาทิตย์ ให้ผู้ใหญ่มานั่งรอเด็กน่าเกลียดแย่”
       “เอ่อ...”
       ธราธรร้อนใจ ชินกรคิดๆแล้วก็ตัดสินใจให้
       “เอาเป็นว่าถ้าเด็กสองคนนั้นอยากจะไปจริงๆ ให้ขึ้นรถประจำทางตามไปดีกว่านะครับ ผมจะฝากบอกกับยามไว้ให้ แต่ตอนนี้เราต้องออกเดินทางกันแล้ว เชิญครับ”
       ธราธรจำใจต้องพยักหน้ารับแล้วก็หันหลังเดินไปที่รถ ชินกรเดินตามไป ธราธรหันมามองอีกทีด้วยความหวังริบหรี่เห็นแต่ประตูมหาวิทยาลัยที่ว่างเปล่า ธราธรหันกลับมาด้วยความผิดหวัง และค่อยๆหันหลังกลับมา หมดหวังคิดว่าสองสาวคงไม่มาเป็นแน่แท้ ทันใดนั้นเสียงระวีรำไพก็ดังขึ้นแอ๊บเสียงแมนสุดๆ
       “เดี๋ยวก่อนครับ ! รอผมด้วย!”
       ธราธรชะงักค่อยๆหันมาแล้วก็อึ้ง...ระวีรำไพและเกษราวิ่งกระหืดกระหอบมาพร้อมกับของมากมาย เกษราและระวีรำไพวิ่งมาในชุดผู้ชายทะมัดทะแมง เกษราผมสั้นกุด ระวีรำไพใส่หมวกวิ่งมาสักพักหมวกหล่น
       เห็นผมสั้นกุดไม่ต่างกัน ธราธรยิ้มรับด้วยความโล่งอก ชินกรหันมามองทั้งสองคนแล้วก็หันมาถามธราธร
       “นี่ใช่เด็กสองคนที่อาจารย์รออยู่หรือเปล่า”
       เกษรากับระวีรำไพวิ่งมาหยุดตรงหน้า พร้อมกับกระหืดกระหอบแฮ่กๆๆ ธราธรตอบยิ้มๆ
       “ใช่...ตะวัน ก้องเกียรติ์ นี่อาจารย์ชินกร หัวหน้าทีมสำรวจภาคสนามในครั้งนี้”
       ทั้งสองคนยังหอบอยู่ ธราธรต้องย้ำอีกที
       “นายตะวัน นายก้อง!”
       สองคนสะดุ้ง มองหน้าธราธร เขาขยิบตาทำนองว่าเป็นชื่อของตัวเองไง ระวีรำไพเข้าใจก่อน
       “อ๋อ ครับๆ...ผมตะวันครับ แล้วนี่ก็พี่ก้อง อ้อแล้วก็...”ระวีรำไพนึกได้ยกมือไหว้ชินกร “สวัสดีครับอาจารย์ชินกร”
       เกษรายกมือไหว้ตามทั้งที่ยังหอบ
       “สวัสดี...ครับ”
       ชินกรรับไหว้
       “สวัสดี นายสองคนมาช้าจนเกือบจะตกรถอยู่แล้วรู้ตัวหรือเปล่า”
       เกษรากับระวีรำไพอ้อมๆแอ้มๆตอบ
       “ขอโทษครับ”
       ทั้งสองก้มหน้าจ๋อยๆ ชินกรตัดบท
       “ไปๆ รีบขึ้นรถได้แล้ว จะได้ออกเดินทาง”
       “ครับ”
       ทั้งสองคนรับคำแล้วรีบวิ่งขึ้นรถไป ธราธรมองตามอมยิ้มนิดๆ ชินกรมองตามแล้วส่ายหน้า
       “เฮ่อ...ตัวเท่าเมี่ยง จะไหวเหรอครับคุณชาย”
       ธราธรตอบยิ้มๆ
       “ก็ต้องลองดู”
       ธราธรยิ้มๆ มีเลศนัยแกมเอ็นดู
       
       ระวีรำไพวิ่งหน้าเริ่ดขึ้นไปบนรถ เกษราวิ่งตามมาห่างเล็กน้อย ระวีรำไพวิ่งพรวดขึ้นไปบนรถฟึ่บ อาทิตยรังสีนั่งอยู่แถวหน้าของรถผงะตกใจนิดๆ ที่จู่ๆก็มีคนโผล่ขึ้นมา ระวีรำไพก็ผงะไม่น้อยไปกว่ากัน เธอชอคอึ้ง สองพ่อลูกสบตากันหนึ่งอึดใจ ระวีรำไพดึงสติกลับมารีบก้มหน้าทันที ขวับ !
       “ขอโทษครับ !”
       ระวีรำไพรีบหันหลังและเดินลงจากรถไปทันที เกษราที่เดินตามมากำลังจะก้าวเท้าขึ้นบนรถถึงกับชะงักกึก
       “อ้าว!”
       “ไปนั่งหลังรถดีกว่า”
       ระวีรำไพรีบคว้ามือเกษราไปหลังรถทันที อาทิตยรังสีนิ่ง...เหมือนรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่แสดงออกมา...รถบัสเคลื่อนออกมาจาหน้ามหาวิทยาลัย ชินกรนั่งคุมหลังในอิริยาบถชิลล์ๆ ธราธรนั่งอยู่อีกฝั่งมองระวีรำไพและเกษราด้วยความเป็นห่วง เกษรานั่งข้างๆมานะที่นั่งริมหน้าต่าง เขาปรายตามามองเธอนิดๆ เกษรายิ้มให้อย่างเป็นมิตร มานะไม่ยิ้มแล้วก็พูดเสียงเครียด
       “ถ้ากลัวผี ก็อยู่ใกล้ๆเราไว้นะ เรามีพระ”
       เกษรายิ้มเจื่อนๆ
       “ขอบใจ”
       มานะหันไปมองนอกหน้าต่าง หน้านิ่งมาก เกษรามึนๆ อะไรของเขาเนี่ย แล้วก็หันมาทางระวีรำไพที่นั่งอยู่ข้างๆ อุดม เขานั่งถ่างขากว้างมากเหลือที่ให้ระวีรำไพนั่งน้อยมาก เธอนั่งแทบจะตกเบาะ
       “หุบขาหน่อยได้มั้ย เราไม่มีที่จะนั่งอยู่แล้ว”
       อุดมหันมา หน้าดุมาก แยกเขี้ยวใส่
       “แฮ่ !”
       ระวีรำไพผงะนิดๆ แต่ก็ไม่กลัว
       “เราพูดภาษาไทยกับนาย ไม่เข้าใจหรือไง”
       “เข้าใจ แต่ไม่ทำ นั่งไม่ได้ก็ไปนั่งที่อื่น”
       ระวีรำไพมองไปรอบรถไม่เห็นมีที่ว่าง
       “ก็ไม่มีที่อื่นว่างแล้ว เหลือที่นี่ที่เดียว ถ้ามีที่อื่นฉันก็ไม่มานั่งกับนายหรอก ขยับนิดหน่อยไม่ได้หรือไง”
       “ไม่ได้ แฮ่ !”
       อุดมแยกเขี้ยวใส่ ธราธรนั่งอยู่เบาะหลังคู่กับปิติมองด้วยความเป็นห่วง กำลังจะลุกขึ้นไปจัดการ ทันใดนั้นระวีรำไพก็ไม่ยอม เอาตัวดัน ๆ ให้อุดมไปติดกระจก อุดมร้องโวยวาย
       
       “เอ้ยๆ”







ออฟไลน์ LoveClick

  • Administrator
  • ผู้จัดการฝ่าย
  • *
  • Thank You
  • -Given: 0
  • -Receive: 1
  • กระทู้: 4832
  • 36178 credits
  • View Inventory
  • Send Money To LoveClick
  • คะแนนน้ำใจ: 15
    • ดูรายละเอียด
Re: สุภาพบุรุษจุฑาเทพ : คุณชายธราธร ตอนที่ 3
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 22, 2013, 08:42:30 AM »

สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 3 (ต่อ)
       
       ธราธรชะงักแล้วก็หยุดมองว่าระวีรำไพจะทำอะไรต่อ เธอดันๆ จนอุดมต้องยอมถอยไปจนติดหน้าต่าง แล้วเธอก็เอาท้าวมายันเบาะข้างๆที่เกษรานั่งอยู่แล้วก็นั่งตัวแข็ง ไม่ยอมให้เขาออกจากมุม อุดมฟึดฟัดๆๆ
       “เฮ้ย ไอ้หน้าอ่อน ขยับไปหน่อยสิเว้ย ฉันนั่งไม่ได้ไม่เห็นหรือไง”
       ระวีรำไพหันหลัง
       “ไม่เห็น !”
       เกษราขำคิกคัก ธราธรยิ้มๆ ปิติหัวเราะสะใจที่อุดมโดนเอาคืน อุดมเสียหน้า
       “เอ้ย พูดไม่เข้าหูแบบนี้ จะกวนหรือไงหะ ไอ้หน้าอ่อน!”
       อุดมเสียงดังโวยวายออกมา แทนทนไม่ได้ลุกขึ้นพร้อมกับเอ็ด
       “นักศึกษา ! อะแฮ่ม”
       แทนปรายตามาทางเอ็ดเวิร์ดด้วยความเกรงใจ อุดมจ๋อยๆ รีบยกมือไหว้
       “ขอโทษครับ”
       อุดมจำต้องนั่งเงียบสงบปากสงบคำชิดมุมอย่างอึดอัด ระวีรำไพนั่งหันหลังให้กวนๆ ไม่สนใจ อาทิตยรังสีปรายตามามองนิดๆ แล้วก็ยิ้มในแววตา ไม่ชี้ชัดว่ารู้หรือไม่ แต่มิใช่ว่าจะไม่รู้เลย เกษราอมยิ้มถูกใจ และเบาใจเพราะระวีรำไพดูจะเป็นที่พึ่งได้ดี ธราธรมองระวีรำไพแล้วยิ้มด้วยความพอใจขำๆ ด้วยความทึ่งนิดๆ ไม่คิดว่าระวีรำไพจะเอาตัวรอดได้ ไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางอย่างที่คิด ชินกรนั่งอยู่หลังสุด ไม่ได้สนใจอุดมและระวีรำไพ แต่กลับมาสนใจเกษรา เขาเห็นเกษราอมยิ้มขำๆระวีรำไพแล้วรู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูก ชินกรคิดๆพึมพำเบาๆ
       “ทำไมเราถึงคุ้นหน้านายก้องเกียรติ์...เคยเจอที่ไหนนะ”
       ชินกรครุ่นคิด คาใจ เกษรายิ้มไม่รู้อิโหน่อิเหน่
       
       บนถนนทางไปปราสาท เป็นทุ่งนาสีเขียวสด รถบัสของมหาวิทยาลัยแล่นผ่านถนนมาแล้วก็จอด คณะเดินทางและนักศึกษาวิ่งพราดพราดลงจากรถ ด้วยความเร็ว เหมือนอัดอั้นกันมานาน นักศึกษาชาย นำโดยอุดม ปิติ มานะ ยืนเรียงหน้ากันสลอน แล้วก็ปลดกางเกง และฉี่ออกมาอย่างสาใจ...ระวีรำไพกับเกษรานั่งเหวออยู่บนรถ มองไปทั้งรถไม่มีคนแล้ว คนที่ไม่ได้ฉี่ก็ลงไปเดินเล่น เปลี่ยนอิริยาบถ ระวีรำไพหันมาถามเกษราด้วยท่าทางอายๆ
       “เอ่อ...พี่เกษรู้สึก...เอิ่ม....”
       ระวีรำไพมองตาแล้วก็รู้กันว่าหมายถึง ปวดฉี่ เกษรานั่งหนีบสุดฤทธิ์ พยักหน้า
       “ก็รู้สึกค่ะ...แล้วน้องปรางล่ะคะ”
       “ก็รู้สึกมากอยู่เหมือนกันค่ะ”
       “แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ”
       เกษราปรายตาไปที่ข้างรถ แล้วก็ต้องรีบหันหลังกลับ
       “ให้ทำแบบคนอื่น ไม่ได้แน่ๆ”
       ระวีรำไพคิดไป ปวดไป แล้วก็คิดออก
       “ปรางมีวิธีค่ะ...พี่เกษตามปรางมานะคะ”
       ระวีรำไพพูดจบก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินลงจากรถ เกษราเลิ่กลั่กนิดๆ แล้วก็รีบลุกตามไป
       
       นอกรถอุดม ปิติ มานะ และนักศึกษายังยืนฉี่อยู่ ด้านหลังนักศึกษา ระวีรำไพ กับ เกษราวิ่งหย็องแหย็งๆ ก้มหน้างุดๆๆๆ พุ่งไปที่พุ่มไม้ด้านในลึกเลยเข้าไป อุดมกำลังรูดซิปหันมาเห็นพอดี
       “เอ้ย...ไอ้หน้าอ่อนจะไปไหน”
       คนที่ยืนอยู่แถวนั้นหันขวับมาทันที เกษรากับระวีรำไพชะงักกึกหันมา เห็นนักศึกษายืนมองอยู่ เกษราหน้าเสีย ระวีรำไพตอบกลับไป
       “ไปหลังพุ่มไม้ด้านโน้น”
       อุดมขำ
       “หนักหล่ะสิเอ็ง ฮ่าๆๆ”
       นักศึกษาคนอื่นก็หัวเราะตาม ระวีรำไพกับเกษราอายมาก...ก้มหน้าแล้วก็รีบวิ่งไป
       
       ธราธรยืนอยู่ข้างรถมองสองสาวด้วยความเห็นใจ แล้วก็หันมาทางอุดม
       “นายอุดม เรียบร้อยแล้วก็ขึ้นรถ!”
       “ครับ” อุดมตอบจ๋อยๆแล้วก็หันมาลงกับมานะ “เฮ้ย ไปสิเว้ย ยืนหัวเราะเยาะคนอื่นเขาอยู่ได้”
       อุดมทำหงุดหงิดใส่มานะแล้วก็เดินขึ้นรถไป มานะส่ายหน้าด้วยความหมั่นไส้ แล้วก็เดินตามไป ธราธรมองไปที่พุ่มไม้ด้วยความเป็นห่วงสองสาว
       ระวีรำไพและเกษราวิ่งพรวดพราดเข้ามาหลังพุ่มไม้ แล้วก็รีบหันหลังให้กันคนละมุม ระวีรำไพยกมือไหว้ประหลกๆ
       “ขอโทษนะคะ ท่านเจ้าป่าเจ้าเขา หนูขออนุญาตนะคะ”
       แล้วก็รีบปลดกางเกง และนั่งลงปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นไว้มานาน
       
       เวลาผ่านไป สองสาวเดินตัวเบา ออกมาหน้าพุ่มไม้ แล้วก็ตกใจ
       “อ้าว...”
       เบื้องหน้าไม่มีใครแล้ว ทุกคนขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อย...เกษรากับระวีรำไพหันขวับมามองหน้ากันท้องสองโพล่งออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
       “วิ่ง!!”
       ทั้งสองสาววิ่งพุ่งไปที่รถอย่างเร็ว ด้วยความตกใจ เกรงใจ และอายผสมกันมั่วไปหมด ด้วยความลืมตัวระวีรำไพวิ่งขึ้นมาที่หน้ารถอย่างเหนื่อยอ่อน
       “เฮ่อออ!”
       พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับอาทิตยรังสีที่นั่งอยู่ ระวีรำไพตกใจก้มหน้างุด
       “ขอโทษครับ”
       ระวีรำไพรีบวิ่งกลับลงไป เกษรางงๆ
       “อ้าว..”
       เกษรามองตามระวีรำไพแล้วก็หันมาในรถเห็นว่าคนทั้งรถมองอยู่ด้วยความงง เธออึกอักๆ อายมาก
       “ขอโทษครับ”
       เกษราก้มหน้าแล้วก็วิ่งตามระวีรำไพออกไป อาทิตยรังสีอมยิ้มนิดๆ เหมือนจะรู้ แต่เก็บไว้ไม่แสดงออกมา...ระวีรำไพวิ่งจากประตูหน้ามาประตูหลัง เกษราลงจากรถแล้วก็วิ่งตามระวีรำไพไป พอสองคนขึ้นรถได้ปุ๊บ รถก็ออกปั๊บ เพราะว่ารอนานแล้ว รถแล่นออกไป ด้วยความเร็วปานกลาง ฝุ่นตลบไปตลอดทาง
       
       ในรถระวีรำไพกับเกษราทิ้งตัวลงนั่ง...อุดมแกล้งทำเป็นเขยิบหนี พร้อมกับบีบจมูก
       “หือ...ไปซะนานขนาดนี้ ท่าจะปล่อยหมดลำไส้ นี่ แล้วเอ็งเอาใบไม้เช็ดตูดด้วยหรือเปล่าวะไอ้หน้าอ่อน กลิ่นมันตุเว้ย”


  คนในรถหันมามองแล้วก็ขำกันคิกคักๆ ธราธรมองอุดมแล้วก็ส่ายหน้า ในความปากเสีย กำลังจะลุกมาจัดการ ระวีรำไพมองหน้า ไม่กลัว แล้วก็สวน
       “กลิ่นตุๆ ที่ว่า น่าจะเป็นกลิ่นปากนายมากกว่า เพราะฉันได้กลิ่นมาตั้งแต่กรุงเทพแล้ว ยิ่งพูดมาก ก็ยิ่งเหม็น รู้ไว้ซะด้วย”
       คราวนี้มานะกับปิตินำหัวเราะอย่างดัง อุดมถึงกับหันไปด่า
       “ไอ้มานะ ไอ้ปิติ หัวเราะอะไรวะ”
       อุดมอ้าปากด่าอย่างกว้าง เพื่อนๆที่นั่งอยู่แถวนั้นล้อเลียนด้วยการเอามือบีบจมูกท่าเดียวกับที่อุดมล้อระวีรำไพ ปิติทำหน้าเบ้
       “เหม็นจริงๆด้วยว่ะ”
       นักศึกษาคนอื่นหัวเราะครืนขึ้นมาอีกรอบ อุดมจำต้องหุบปากเงียบอึ้งๆว่าเหม็นจริงหรือเปล่า อุดมหน้าเสีย เพื่อนๆยังขำอยู่ ล้อๆ ธราธรจำต้องยุติ
       “นักศึกษาสนุกกันมากพอแล้ว อยู่ในความสงบด้วย”
       นักศึกษาเงียบเสียงหัวเราะลง แล้วก็ค่อยๆ คืนสู่ความสงบ อุดมหน้าจ๋อยๆนิดๆ พอเห็นคนอื่นหันกลับไปแล้ว มีแอบเป่าลมหายใจพิสูจน์กลิ่นแล้วก็พบว่า เหม็นมากแทบสลบ เกษราแอบเห็นก็อมยิ้มขำๆ แล้วก็ชูนิ้วโป้งให้ ระวีรำไพยิ้มรับนิดๆ สงสารอุดมนะ แต่ก็แอบเคืองที่มาว่าตัวเองก่อน ธราธรมองดูอยู่ห่างๆ แล้วก็อมยิ้มนิดๆ...เออ เอาตัวรอดไปได้นะ ชินกรที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากธราธรมองเกษราไม่วางตาคุ้นตามาก
       
       เย็นมากแล้ว รถโดยสารแล่นเข้าไปบ้านพักเจ้าหน้าที่ บ้านพักของชาวคณะสำรวจ เป็นบ้านพักที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าใหญ่ มีแสงไฟจากเครื่องปั่นไฟสว่างเป็นบางจุด บริเวณหน้าที่พักเป็นลานกว้างรถโดยสารของมหาวิทยาลัยแล่นเข้ามาจอดเทียบ มานิตเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ยืนรอต้อนรับอยู่ข้างๆกับ อ่อนศรี พรานรุ่นใหญ่ผู้ชำนาญทาง ชินกรเดินนำลงมาจากรถเป็นคนแรก ด้วยท่าทางกระชุ่มกระชวย ไม่เหมือนกับผ่านการเดินทางมาทั้งวัน
       “ถึงแล้ว ! นักศึกษาตื่นได้แล้ว” เขาตบข้างๆรถ “ขนสัมภาระลงจากรถ แล้วไปรวมกันที่ศาลาด้านหน้า อย่าช้า”
       ชินกรพูดจบก็หันมายกมือไหว้ มานิตและอ่อนศรี
       “พี่มานิต พรานอ่อนศรี สวัสดีครับ”
       มานิตและอ่อนศรีรับไหว้
       “สวัสดีครับอาจารย์ชินกร”
       “เชิญด้านในเลยครับ เชิญครับเชิญ” มานิตหันไปบอกกับนักศึกษา “นักศึกษาตามมาทางนี้ อย่าลืมหยิบกระเป๋าของตัวเองมาด้วย”
       นักศึกษาทยอยเดินลงจากรถ ชินกรจะตามไปแล้วก็นึกได้
       “เดี๋ยวผมตามไปนะครับ”
       ชินกรบอกมานิตและอ่อนศรี ก่อนจะเดินกลับไปที่รถ
       
       นักศึกษาที่เหลือทะยอยลุก แล้วลงจากรถไป อาทิตยรังสีลุกขึ้น ก่อนลงจากรถหันมองมาทางท้ายรถอีกครั้ง เหมือนจะตรวจสอบอะไรบางอย่าง ธราธรยืนอยู่ท้ายรถหันมาเห็นสายตาของอาทิตยรังสีพอดี สองคนสบตากัน ธราธรแอบใจหายวาบ กลัวว่าจะโดนสงสัย...แต่แล้วอาทิตยรังสีก็ยิ้มให้นิดๆ เหมือนทักทาย แล้วก็ลงจากรถไป แทนและเอ็ดเวิร์ดลงตามไป นักศึกษาหน้ารถก็เดินตามลงไป ธราธรถอนหายใจโล่งอกแล้วก็หันมาทางระวีรำไพกับเกษราที่หลับอยู่ ข้างๆสองสาวมานะกับอุดมก็ยังหลับอยู่ ตอนนี้บนรถเหลือกันอยู่แค่ 5 คน ธราธรเรียกเบาๆ
       “ตะวัน...ก้อง...”
       เงียบ ธราธรเรียกอีก
       “นายตะวัน นายก้อง”
       เงียบอีก ธราธรเร่งเสียงอย่างดัง
       “นายตะวัน นายก้องเกียรติ์ ตื่นได้แล้ว!”
       ระวีรำไพ กับเกษราสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้น ตอบพร้อมกันด้วยความตกใจ
       “ค่ะๆ ตื่นแล้วค่ะ”
       ระวีรำไพ เกษรา ธราธร ตกใจพร้อมกันที่หลุด ชินกรเดินขึ้นมาบนรถพอดี ถึงกับผงะ กึก อุดมลืมตาโพลง
       “เสียงผู้หญิง!”
       เกษราและระวีรำไพช็อคนั่งตัวแข็งทื่อ ธราธรยืนอึ้งอยู่ คิดหาทางออก ชินกรเดินขึ้นมา
       “ผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิง แต่ไม่ค่อยชัด เหมือนดังมาจากบนรถ อาจารย์หม่อมได้ยินหรือเปล่าครับ”
       ธราธรอึกอักจะตอบยังไงดี
       “เอ่อ...”
       เกษรากับระวีรำไพลุ้น แย่แล้ว ซวยแล้ว...ทำไงดี ทันใดนั้นมานะก็พูดขึ้น ซื่อๆ มึนๆ เพิ่งตื่น
       “แต่ผมไม่ได้ยินเลยนะครับ เสียงผู้หญิงที่ไหน คนที่อยู่บนรถก็มีแต่ผู้ชายทั้งนั้น ถ้ามีเสียงผู้หญิงก็คงไม่ใช่ คน แล้วล่ะครับ”
       ระวีรำไพปิ๊งไอเดีย เอาตัวรอดแล้วก็รีบโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงแมนมาก พร้อมกับทำท่าตระหนกสุดๆ
       “หะ...ถ้าไม่ใช่คน มันก็ต้องเป็นเสียงของ...”
       เธอเว้นไว้พร้อมกับทำท่าสยดสยอง อุดมกับมานะโพล่งออกมา
       “ ผี !”
       อุดมขนลุกซู่
       “ผะ ผะ...ผมไปก่อนนะครับ !”
       อุดมรีบลุกพรวดคว้ากระเป๋าแล้วก็กระโดดโหยงข้ามระวีรำไพที่นั่งขวางอยู่
       “หลีกสิเว้ยไอ้หน้าอ่อน”
       ระวีรำไพหน้าตื่น
       “เฮ้ยๆๆ ระวังหน่อยสิ”
       อุดมไม่สนใจเดินดันระวีรำไพแล้วก็วิ่งพรวดพราดลงจากรถไป มานะก็พุ่งพรวดพราดผ่านหน้าเกษราออกไป
       “ขอโทษนะๆ เฮ้ย ไอ้ดมรอกูด้วย”
       
       มานะวิ่งพรวดออกไปทันที


อุดมกับมานะวิ่งพรวดลงจากรถ พาเอาชินกรที่ยืนอยู่หน้าประตูโดนลากลงจากรถไปด้วย
       “เอ้า เบาๆ”
       “ขอโทษครับอาจารย์ ขอโทษครับ ๆๆๆ”
       อุดมวิ่งพรวดลงจากรถ มานะวิ่งตามมาติดๆ
       “ไอ้ดม รอด้วย!”
       อุดม กับ มานะวิ่งพรวดพราดลงจากรถอย่างเร็ว เผ่นแน่บด้วยความกลัว ชินกรได้แต่ยืนเหวอๆ งงๆ ก่อนจะมองไปที่รถ
       “แต่เมื่อกี๊เราได้ยินเสียงผู้หญิงจริงๆนะ เสียงคนชัดๆ”
       ชินกรมองกลับไปที่รถด้วยความคาใจ
       
       ระวีรำไพหัวเราะคิกคักด้วยความพอใจ เกษรายิ้มๆโล่งอก
       “นายอุดมวิ่งผมตั้งลงไปเลย...ตลกจัง”
       ธราธรดุเบาๆ
       “ไม่ต้องมาทำเป็นหัวเราะคนอื่นเลย เกือบจะโดนจับได้แล้วมั้ยล่ะ รีบหยิบของแล้วตามคนอื่นลงไปได้แล้ว”
       ระวีรำไพกับ เกษรารับคำ
       “ครับผม !!”
       ธราธรขำๆ พร้อมกับส่ายหน้าด้วยความโล่งอก
       
       เก้าอี้ไม้ถูกจัดวางเป็นแถวอย่างเรียบร้อยในศาลาของที่พักหลังคาเปิดโปร่ง นักศึกษานั่งเป็น
       ระเบียบ มีกระเป๋าวางอยู่ที่พื้นข้างตัว อาทิตยรังสี แทน ชินกร ธราธร เอ็ดเวิร์ด นั่งอยู่อีกมุมเป็นมุมแขกผู้ใหญ่
       เอ็ดเวิร์ดหน้าตาหงุดหงิดนิดๆ ในความร้อนและเพลีย มานิตและอ่อนศรียืนอยู่หน้าที่ประชุมและแนะนำสถานที่
       “ขอต้อนรับคณะสำรวจทุกคน ผมมานิตและพรานอ่อนศรี เป็นเจ้าหน้าที่ประจำฐานสำรวจปราสาทหินพนมจันทร์ ตัวปราสาทอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 10 กิโลเมตร เราจะกิน นอน อาบน้ำกันที่นี่ เพื่อความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบ ผมขอแนะนำพื้นที่รอบๆแบบย่อๆ”
       ทุกคนฟังด้วยความอ่อนเพลีย ระวีรำไพ และ เกษรานั่งปนกับนักศึกษาคนอื่น ชินกรมองเกษราเป็นระยะด้วยความไม่วางใจ อ่อนศรีบอกทุกคน
       “เรือนหลังใหญ่ด้านขวา เป็นที่พักของอาจารย์หม่อมอาทิตยรังสีและคณะ ห้ามนักศึกษาไปเดินเพ่นพ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต”
       มานิตพูดต่อ
       “เรือนหลังเล็กด้านซ้ายเป็นที่พักของอาจารย์หม่อมธราธร และอาจารย์ชินกร ส่วนนักศึกษาจะนอนรวมกันที่เต็นท์ด้านหลังศาลา”
       บ้านพักหลังใหญ่ มีไฟเปิดสว่าง อาทิตยรังสี แทน เอ็ดเวิร์ด เดินมา อ่อนศรีเดินถือกระเป๋าตามมาห่างๆ ทุกคนเดินเข้าไปในบ้าน อ่อนศรีเดินปิดท้าย ก่อนเข้าบ้านพัก อ่อนศรีหันหลังมามองไปรอบๆด้วยความระแวดระวัง
       ธราธร และชินกร กำลังเดินเข้าไปในบ้านพักหลังเล็ก...ที่หลังศาลามีเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่สำหรับนักศึกษา ภายในมีเตียงตั้งเรียงกันเป็นแถว ทุกคนนอนรวมกันในเต็นท์เดียว ระวีรำไพ กับเกษรายืนมองเต๊นท์หน้าเหวอ ระวีรำไพลืมตัว
       “นอนรวมกัน”
       ทุกคนหันมาทางระวีรำไพ เกษราสะกิดๆให้รู้ตัว ระวีรำไพหันมาเจอสายตาของทุกคนก็อึ้ง ชินกรหันมาถาม
       “นายตะวันมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
       ระวีรำไพอึกอัก
       “เอ่อ...”
       ทันใดนั้นเสียงธราธรก็ดังแหวกอากาศเข้ามาช่วยชีวิต
       “นายตะวัน และ นายก้องเกียรติ์ มานอนที่บ้านพักกับผมก็แล้วกัน!”
       ทุกคนหันขวับกลับมาทางธราธรด้วยความแปลกใจ ธราธรรีบบอก
       “คือ...ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาในความดูแลของผมที่เพิ่มมา ผมไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เลยไม่ได้ให้เตรียมที่นอนไว้ ผมให้ทั้งสองคนไปนอนที่บ้านพัก จะได้ไม่ต้องวุ่นวายจัดที่นอนใหม่”
       มานิตเห็นด้วย   
       “ก็ดีนะครับ เพราะเต็นท์นักศึกษาตอนนี้ก็เต็มแล้ว เพิ่มอีก 2 เตียงเข้าไปไม่ได้แน่”
       ธราธรยิ้มรับเอาตัวรอดไปได้ พอทุกคนหันหน้ากลับไป ธราธรก็ลอบถอนใจ
       “เฮ่อ...”
       ระวีรำไพถอนหายใจตามไปด้วย ข้างๆอุดมเหล่ๆมองด้วยความหมั่นไส้บ่นๆ
       “ไอ้หน้าอ่อนมันโชคดีเว้ย...ได้นอนในบ้านพักซะด้วย หมั่นไส้มันว่ะ”
       
       ธราธรเดินมายืนข้างมานิตและพูดสรุป
       “เอาล่ะ...ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเก็บของ อาบน้ำให้เรียบร้อย แล้วมาทานอาหารพร้อมกันที่นี่”
       นักศึกษารับคำ
       “ครับ”
       ทุกคนทยอยลุกเดินออกไป ระวีรำไพพูดออกมาอย่างสบายใจ
       “เฮ่ออ ดีจังเลยได้อาบน้ำสักที”
       “แล้ว...เค้าจะอาบน้ำกันยังไง”
       ระวีรำไพกับเกษราชะงักคิดๆ สองสาวเดินตามธราธร และชินกรเข้าไปในบ้านพักหลังเล็ก ชินกรหันหลังมามองเกษราแล้วก็คิดด้วยความค้างคาใจ
       
       ลานอาบน้ำกลางแจ้ง มีบ่อน้ำอยู่ตรงกลาง อุดม ปิติ มานะ และนักศึกษาอีก 2-3 คนวิ่งมาอย่างเร็ว ทุกคนมีเพียงผ้าขาวม้าตัวเดียว อุดมวิ่งนมกระเพื่อมมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ทุกคนตะโกนลั่น
       “อาบน้ำ!”
       ทุกคนวิ่งมาล้อมวงรอบบ่อแล้วจ้วงอาบอย่างสะใจ ระวีรำไพและเกษรายืนถือขันน้ำ ผ้าเช็ดตัว และอุปกรณ์อาบน้ำอยู่ไม่ห่าง ถึงกับยืนอึ้ง ระวีรำไพตาเหลือกพูดตะกุกตะกัก
       “อะ...อาบแบบนี้เลยเหรอ”
       เกษรายืนเหวอ มานะหันมาเห็นก็ตะโกนเรียก
       “ก้องมาอาบน้ำกัน!”
       
       เกษราอึ้ง...พูดไม่ออก อุดมหันมา


 “ไอ้หน้าอ่อน รีบแก้ผ้าแล้วก็มาอาบน้ำด้วยกันสิเว้ย ข้าอยากจะเห็นว่านมเอ็งจะขาวเหมือนหน้าหรือเปล่าวะ ฮ่าๆ”
       ระวีรำไพกัดฟันกรอดเอาของมากอดปิดหน้าอกไว้ด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็สะบัดหน้าใส่ หันหลังให้อุดมและพูดกับเกษราแบบได้ยินกันสองคน
       “เรารีบไปกันเถอะค่ะพี่เกษ ขืนอยู่นานกว่านี้ ตาเป็นกุ้งยิงแน่ๆ อี๊ยยยย์ ขนลุก”
       ระวีรำไพรีบเดินไป เกษราเห็นด้วยรีบหันหลังเดินตามไป อุดมมองตามงงๆ
       “อ้าวเฮ้ยยย ไอ้หน้าอ่อนจะไปไหน ไม่อาบน้ำเหรอ”
       ระวีรำไพกับเกษรารีบเดินงุดๆ ออกไป อุดมส่ายหน้างงๆ
       “อะไรของมัน”
       อดมอาบน้ำต่ออย่างร่าเริง
       
       ระวีรำไพกับเกษรารีบเดินมาด้วยความร้อนรนใจ
       “น้องมะปรางคะ เค้าอาบน้ำกลางแจ้งกันแบบนี้ แล้วเราจะทำยังไงกันดี จะให้เราไปถอดเสื้ออาบน้ำแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ”
       ระวีรำไพคิด แล้วก็เสนอ
       “เราลองไปปรึกษาพี่ชายใหญ่ดีมั้ยคะ บางทีพี่ชายใหญ่กับอาจารย์ชินกรอาจจะมีห้องอาบน้ำส่วนตัวที่ดีกว่านี้ก็ได้”
       ทันใดนั้นเสียงชินกรก็ดังขึ้น
       “นายก้อง นายตะวัน มายืนซุบซิบอะไรกันอยู่ตรงนี้หะ”
       สองสาวสะดุ้งสุดตัว แล้วก็หันไปตามเสียง ชินกรเดินมาพร้อมกับเปลือยท่อนบน โชว์ผิวขาว พร้อมกับกล้ามเป็นมัดๆ ล่ำมาก สองสาวถึงกับตะลึงและส่งเสียงออกมาด้วยความตกใจ โดยเฉพาะเกษรา
       “ว้ายยย/เฮ้ยยย!”
       สองสาวหันมาอีกทางแล้วก็ต้องตกใจอย่างแรงเพราะธราธรยืนอยู่อีกด้าน นุ่งผ้าขาวม้าตัว
       เดียว เปลือยท่อนบนไม่ต่างจากชินกร
       “ตกใจอะไร”
       ระวีรำไพ กับเกษราร้องขึ้นอีกรอบ โดยเฉพาะระวีรำไพร้องดังกว่า
       “ว้ายยย / เฮ้ยยยยย!”
       สองสาวรีบหันหลังให้ธราธร ก้มหน้างุด ไม่กล้ามองสองหนุ่ม ชินกรมองดุ
       “จะตกใจกันทำไม ฉันกับอาจารย์หม่อมไม่ใช่ผีไม่ใช่สางสักหน่อย แล้วนี่มัวแต่ทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่รีบไปอาบน้ำ จะได้รีบไปกินข้าว ไป...ไปอาบน้ำกัน!”
       ระวีรำไพรีบพูดขึ้น
       “ไม่ได้ครับ ! คือ ผมยังไม่อยากอาบ ผมไปก่อนนะครับ”
       เกษรารับมุก
       “ใช่ครับ ยังไม่อาบดีกว่าครับ ผม...ไปก่อนนะครับ”
       ระวีรำไพ กับเกษรารีบเดินงุดๆ หนีไปอย่างเร็ว ชินกรมองตามด้วยความสงสัย
       “สองคนนี้เป็นอะไร ดูแปลกๆ”
       ธราธรมองตามด้วยความเป็นห่วงจะทำยังไงดี
       
       ระวีรำไพกับเกษราเดินหอบของกันมาหน้าห้องครัว ด้วยใจเต้นระส่ำ กลุ้มใจ ทำไงดี
       “น้องมะปรางคะ ดูจากลักษณะของพี่ชายใหญ่กับอาจารย์ชินกรแล้ว พี่ว่าสองคนนั้นคงจะอาบกลางแจ้งเหมือนคนอื่น คงช่วยอะไรเราไม่ได้แน่เลยค่ะ”
       ระวีรำไพกลุ้ม
       “นั่นสิคะ...เราจะทำยังไงกันดี จะไม่อาบ” เธอดมตัวเอง “ก็เหม็นจะแย่ คืนนี้นอนไม่หลับแน่ๆ”
       ระวีรำไพคิดๆๆๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงหญิงวัยกลางคน บ่นดังมาจากในครัวที่อยู่ไม่ไกล
       “ฉันทำอาหารเป็นซะที่ไหนล่ะ!”
       ระวีรำไพกับเกษราหันไปตามเสียงที่ดังมาจากในครัว เห็น ป้าพร แม่บ้านประจำฐานกำลังบ่นอยู่ในครัว มี อ่อนศรีคอยเจรจา
       “ฉันรับจ้างทำความสะอาด ไม่ได้รับจ้างทำครัว ทุกครั้งเห็นจ้างยัยปลั่งมาทำกับข้าวไม่ใช่เรอะ”
       “ยายปลั่งแกป่วย ฉันเพิ่งรู้เมื่อกี๊นี้เอง ไอ้ฉันเองก็ทำเป็นแต่อาหารป่า คนจากพระนครคงกินกันไม่เป็น เอาน่า...แม่พรเป็นผู้หญิงต้องทำกับข้าวเป็นสิ”
       ระวีรำไพขยับเข้าไปใกล้ครัว ฟังไปคิดไป ป้าพรบ่น
       “วุ้ย ผู้หญิงไม่ใช่จะทำกับข้าวเป็นทุกคนนี่พ่อคู้ณณ”
       ทันใดนั้นเสียงระวีรำไพก็ดังขึ้น
       “ผมทำให้เองครับ!”
       ทั้งสองคนหันมาทางระวีรำไพที่ยืนอยู่ เกษราเลิ่กลั่ก ระวีรำไพพูดต่อ
       “ผมกับพี่ก้องเกียรติ์ทำกับข้าวให้เองครับ”
       เกษราหน้าเหวอเลิ่กลั่ก ระวีรำไพพูดต่อ
       “เราสองคนทำกับข้าวเป็น ทำอร่อยด้วยนะครับ”
       ระวีรำไพเอาไหล่กระแทกๆเกษราให้ช่วยกัน เกษราจำใจตามน้ำ
       “เอ่อ...ครับ...เราสองคนทำอร่อยมากครับ”
       อ่อนศรีคิดๆ มองหน้าป้าพรที่พยักเพยิดทำนองว่า ให้ทำไปเลยๆ อ่อนศรีคิดแล้วก็หันมา สองสาวลุ้นคำตอบ อ่อนศรีพยักหน้า
       “อื้อ !!”
       ระวีรำไพยิ้มดีใจ
       “งั้นผมสองคนทำเลยนะครับ...ไปพี่ก้อง!”
       เกษราเดินตามระวีรำไพไปแบบงงๆ...สองสาวยืนอยู่หน้ากองผัก และเครื่องปรุงที่วางอยู่มากมายคิดๆว่าจะทำอะไรกันดี
       ระวีรำไพและเกษราช่วยกันทำอาหารจากสิ่งที่มีอยู่ ด้วยความชำนาญและคล่องแคล่วอ่อนศรี
       กับป้าพรยืนมองด้วยความพอใจ







ออฟไลน์ LoveClick

  • Administrator
  • ผู้จัดการฝ่าย
  • *
  • Thank You
  • -Given: 0
  • -Receive: 1
  • กระทู้: 4832
  • 36178 credits
  • View Inventory
  • Send Money To LoveClick
  • คะแนนน้ำใจ: 15
    • ดูรายละเอียด
Re: สุภาพบุรุษจุฑาเทพ : คุณชายธราธร ตอนที่ 3
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 22, 2013, 08:43:27 AM »

  สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายธราธร ตอนที่ 3 (ต่อ)
       
       ทุกคนกำลังอาบน้ำอย่างมีความสุข อาบกันไป แกล้งกันไป เสียงเฮฮาดูท่าจะไม่เลิกอาบง่ายๆ
       ในครัว...ระวีรำไพใส่พริกแกงลงไปในกระทะเสียงดังฉู่ฉี่ ควันลอยฟุ้ง
       ที่บ่อน้ำ...อุดมทำจมูกฟุดฟิดๆ หน้าเคลิ้มด้วยความหิว
       “ผัดพริกกกก...”
       ระวีรำไพทำแกงมัสมั่นน่ากินมาก กลิ่นลอย หอมฟุ้ง
       มานะและปิติทำจมูกฟุดฟิดแล้วก็เพ้อออกมา
       “มัสมั่น...”
       ธราธรเริ่มแปลกใจ
       “มัสมั่น”
       ทันใดนั้นอุดม มานะ ปิติ และนักศึกษาคนอื่นก็รีบเก็บของและหันมาลาธราธรและชินกร
       “อาจารย์ครับพวกผมอาบเรียบร้อยแล้ว จะรีบไปแต่งตัว แล้วจะไปรวมกันที่ศาลานะครับ ยังไง...อาจารย์ก็รีบๆตามไปนะครับ” อุดมอารามพูดด้วยความหิว
       ชินกรสะดุ้ง
       “เฮ้ย...นี่นายอุดม สั่งครูได้ยังไง”
       อุดมรีบแก้ตัว
       “ผมไม่ได้สั่งนะครับ ผมแค่แจ้งให้ทราบ ไปก่อนนะครับ เฮ้ยไปเว้ย”
       อุดมรีบวิ่งนำไป นักศึกษาคนอื่นรีบวิ่งตามด้วยความหิว ชินกรส่ายหน้าเอือมระอาใจ ธราธรครุ่นคิดสังหรณ์ใจแปลกๆ
       
       ในศาลา...อาหารวางอยู่บนโต๊ะยาวจัดไว้ 3-4 ชุด มีแกงจืด มัสมั่น ผัดผัก น้ำพริก ผักสด และปลาทอด น่ากินมากๆ นักศึกษาทุกคนมานั่งประจำที่ ทุกคนท่าทางหิวเต็มที่ มองอาหารและกลืนน้ำลาย ธราธรกับชินกร เดินเข้ามา อุดมเห็นคนแรกพูดขึ้นด้วยความดีใจ
       “อาจารย์มาแล้ว!”
       ทุกคนหันฟึ่บมาทางชินกรและธราธรเฝ้ามองไม่วางตา สองหนุ่มเดินมานั่งที่โต๊ะที่จัดอาหารแยกไว้ มีมานิตนั่งอยู่ด้วย อ่อนศรี และป้าพร ยืนคอยดูแลอยู่ห่างๆ อ่อนศรีตักข้าวให้ทั้งสามคน ธราธรหันไปถาม
       “จัดอาหารให้คุณชายอาทิตยรังสีหรือยัง”
       “เรียบร้อยแล้วครับ คุณชายกินกับคุณแทนและนายฝรั่งที่บ้านใหญ่”
       ธราธรพยักหน้าแล้วก็หันมาหยิบช้อน นักศึกษาทุกคนมองธราธรเป็นตาเดียว ลุ้นระทึกด้วยความหิว ทุกคนเงียบกริบ ทันทีที่ธราธรตักข้าวเข้าปาก อุดมก็โพล่งขึ้น
       “ลุย!”
       นักศึกษาทุกคนหันฟั่บกลับไปที่จานข้าวแล้วก็จ้วงอย่างเร็ว จากความเงียบเมื่อครู่กลายเป็นเสียง ช้อน
       กระทบกับจาน และเสียงซวบซาบๆๆๆ อย่างหิวโซ ชินกรมองแล้วก็ขำ ก่อนจะแซว
       “เบาๆๆ ค่อยๆกิน เดี๋ยวก็ติดคอกันพอดี”
       ชินกรส่ายหน้าขำๆ แล้วก็หันมามองอาหารที่วางอยู่
       “จะว่าไป อาหารครั้งนี้ดูดีกว่าทุกครั้งเลยนะครับ ถ้าไม่บอกนึกว่าสั่งมาจากร้านอาหาร”
       ธราธรกวาดสายตามองหาระวีรำไพและเกษรา แต่ไม่เห็น ธราธรคิดแล้วหันมาถามอ่อนศรี
       “อ่อนศรี ใครเป็นคนทำอาหาร”
       ธราธรรอคำตอบทั้งที่ในใจก็แอบคิดไว้อยู่แล้ว
       
       ค่ำนั้น เกษราและระวีรำไพจ้วงน้ำอาบทั้งที่กระโจมอกอยู่อย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจที่ได้อาบน้ำ อาบไปมองซ้ายมองขวาไปด้วย แล้วก็หัวเราะกันคิกคักด้วยความสนุกสนาน
       
       เวลาผ่านไป ระวีรำไพ และเกษราเดินออกมาที่หน้าบ้านพักหลังเล็ก ในชุดผู้ชายหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้นเสียงธราธรก็ดังขึ้น
       “ใครเป็นคนคิดแผน”
       สองคนหยุดชะงัก เก๊กแมนทันที แล้วก็หันไปตามเสียง พอเห็นเป็นพี่ชายใหญ่ก็กลับเป็นสาวน้อยเหมือนเดิม ระวีรำไพโล่งใจ
       “โธ่ พี่ชายใหญ่เรียกซะตกใจหมดเลยค่ะ แผนอะไรเหรอคะ”
       “ก็แอบล่อเสือออกจากถ้ำ ทำอาหาร แล้วแอบไปอาบน้ำกันสองคนยังไงล่ะ”
       เกษราและระวีรำไพขำที่ธราธรเล่นตีสำนวน
       “น้องมะปรางเป็นคนคิดค่ะ หัวไวมากๆ ถ้าน้องมะปรางไม่ใช้แผนนี้ เห็นทีเราสองคนต้องไม่ได้อาบน้ำแน่ๆเลยค่ะ”
       ธราธรมองระวีรำไพแล้วก็ยิ้มพอใจ
       “เก่งมาก”
       เขาจับศรีษะเธอโยกไปมาเหมือนเด็กๆ เกษราเหลือบมามองนิดๆ สัมผัสได้ถึงความสนิทสนมของทั้งสองคน ธราธรพูดต่อ
       “วันนี้เอาตัวรอดมาได้หลายครั้งแล้วนะ แต่...ยังเหลืออีกหลายวัน อย่าชะล่าใจรู้หรือเปล่า”
       “ทราบค่ะ” ระวีรำไพนึกได้ทำเป็นเสียงผู้ชาย “ทราบครับ !!”
       ธราธรยิ้มเอ็นดูก่อนจะพูดต่อ
       “ส่วนเรื่องอาบน้ำ พรุ่งนี้พี่จะบอกอ่อนศรีว่าพี่จะอาบน้ำที่บ้านพักให้เค้าตักน้ำมาใส่ในห้องน้ำ เราสองคนจะได้อาบไม่ต้องเสี่ยงเหมือนวันนี้”
       ระวีรำไพแปลกใจ
       “อ้าว...ถ้าในบ้านพักนี้มีห้องน้ำ ทำไมวันนี้พี่ชายใหญ่ต้องไปอาบน้ำกลางแจ้งด้วยคะ”
       “พี่ไม่อยากทำตัวแปลกแยก คนอื่นอาบได้ เราก็อาบได้ จะได้เหมือนๆกัน แต่สำหรับครั้งนี้พิเศษ พี่จะอาบบนบ้านก็แล้วกัน เพื่อความปลอดภัยเราสองคน”
       ระวีรำไพจับแขนธราธรโยกไปมาเหมือนเด็กๆทำกับผู้ใหญ่
       “พี่ชายใหญ่ใจดีที่สุดเลย ถ้าไม่ได้พี่ชายใหญ่ ปรางต้องตัวเน่าแน่ๆเลยค่ะ”
       ธราธรหัวเราะชอบใจ ระวีรำไพยิ้มตาม เหมือนพี่ชายกับน้องชายคุยกันอย่างสนิทสนม ในวินาทีนั้นเกษรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอก แว่บนั้นเองระวีรำไพก็รู้สึกตัว รีบปล่อยมือจากธราธรและมองเกษราด้วยความ
       เกรงใจและหันมาพูดด้วย
       “เอ่อ...พี่เกษอยู่คุยกับพี่ชายใหญ่ก่อนก็ได้นะคะ ปรางไปดูคุณพ่อเองค่ะ เผื่อว่าพี่ชายใหญ่จะมีอะไรอยากคุยกับพี่เกษ...สองต่อสอง”
       ระวีรำไพพยายามทำหน้าที่เป็นแม่สื่อที่ดี ยิ้มกว้างร่าเริง แล้วก็รีบเดินชิ่งออกไป ปล่อยให้สองคนยืนเก้อเขินต่อกัน
       
       ระวีรำไพเดินออกมาจากบ้านพัก พอพ้นทั้งสองคนรอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆหายใจ เธอถอนใจเบาๆเศร้า แล้วก็พยายามเชิดหน้าไว้ เดินไปที่บ้านพักของพ่ออย่างเข้มแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้


  หน้าบ้านพักหลังเล็ก ธราธรกับเกษรายังยืนอยู่ทีเดิม ต่างคนต่างเก้อ ไม่รู้จะพูดอะไร สักครู่ ธราธรก็เป็นคนเริ่มต้นสนธนา
       “น้องเกษเป็นยังไงบ้าง เดินทางเหนื่อยมั้ย”
       “นิดหน่อยค่ะ แล้วพี่ชายใหญ่ล่ะคะ เหนื่อยหรือเปล่า”
       “ไม่มากครับ...”
       เกษรายิ้มรับ ธราธรคิดหาเรื่องคุยต่อ
       “เอ่อ...แล้ว...ง่วงหรือยัง”
       “นิดหน่อยค่ะ แล้วพี่ชายใหญ่ล่ะคะ ง่วงหรือเปล่า”
       “ไม่มากครับ” แล้วเขาก็นึกได้ว่าตอบเหมือนเดิมเลย “คือ...ก็อาจจะมากกว่าไม่เหนื่อยนิดนึง แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่...” ธราะรยิ่งตอบยิ่งงง “งงมั้ย”
       เกษราฟังแล้วก็งงไปด้วย แต่ก็พยักหน้ารับไป
       “เอ่อ...ก็นิดหน่อยค่ะ”
       เธอตอบเหมือนเดิมอีก แล้วทั้งสองคนก็ยืนเก้อๆกัน ไม่รู้จะคุยอะไร ทันใดนั้นเสียงชินกรก็ดังขึ้น
       “นายก้องอยู่นี่เอง ตามหาตั้งนาน!”
       เกษราชะงักนิด เก๊กแมนขึ้นมาหนึ่งระดับ อะแฮ่ม...เตรียมทำเสียงใหญ่ ชินกรเดินมาพร้อมกับพูดด้วยความเป็นกันเอง
       “อ่อนศรีบอกว่านายเป็นคนทำกับข้าวให้พวกเรากินใช่มั้ย”
       “ครับ”
       เกษราพูดยังไม่ทันจะจบดี ชินกรตบไหล่อย่างแมนๆ
       “เฮ้ยยย ฝีมือใช้ได้นะเนี่ย !! อร่อยมากเลย นี่ถ้าไม่บอก ฉันนึกว่าชาววังที่ไหนมาทำให้กิน”
       ชินกรโอบไหล่อย่างกันเองมั่บ! เกษราสะดุ้งเฮือก ธราธรมองสะดุ้งแทนนิดๆ ไม่ได้หึงแค่เป็นห่วง
       “นี่โดยเฉพาะน้ำพริกกับมัสมั่นอร่อยมาก ! ฉันยกนิ้วให้เลย”
       ธราธรมองชินกรโอบเกษราอยู่แล้วก็อึ้งๆ เกษราค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากการโอบของชินกรแล้วก็พูดแบบเนียนๆ
       “เอ่อ...จริงแล้ว ผมก็ไม่ได้ทำคนเดียวหรอกครับ คือ น้อง เอ่อ...ตะวันก็ทำด้วย ผมเป็นแค่ลูกมือ อาจารย์ต้องไปชมตะวันถึงจะถูกครับ”
       เธอเบี่ยงตัวออกจากเขามาได้สำเร็จ
       “อ้าวเหรอ...แหม แต่ก็เหมือนกันนั่นแหละ ผู้ช่วยดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ถ้าผู้ช่วยมือไม่ถึง คนกินก็คงไม่ทึ่งแบบนี้” ชินกรยิ้มทะเล้น “เป็นไง นี่ฉันชมเป็นคำคล้องจองเลยนะ รับไปเถอะ ไม่ต้องถ่อมตัว”
       เกษราฟังแล้วก็ขำๆความอารมณ์ดีของชินกร
       “ขอบคุณครับ”
       เกษรายิ้มหวาน แอบเขินนิดๆ ท่าประจำของเธอ ธราธรมองชินกรและเกษราคุยกันเป็นปกติ ชินกรไม่สงสัยอะไรก็โล่งอก แต่ทันใดนั้นชินกรก็โพล่งออกมา
       “นายก้องหยุดก่อน !! อย่าเพิ่งหุบยิ้ม”
       เกษราชะงักอึ้ง...ยิ้มค้างไว้ ชินกรยื่นหน้าเข้ามา
       “ฉันรู้แล้วว่านายหน้าเหมือนใคร...คุณเกษ!!”
       เกษราช็อค ธราธรอึ้ง
       
       บ้านพักหลังใหญ่ อาทิตยรังสีนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะกลางบ้าน ไฟเปิดสว่างไม่กี่ดวง มุมหนึ่งหลังต้นไม้ ระวีรำไพแอบซุ่มดูพ่อด้วยความเป็นห่วง
       “คุณพ่อจะกินยาหลังอาหารหรือยังนะ”
       ระวีรำไพคิดด้วยความเป็นห่วง หาทางว่าจะทำยังไงดี ทันใดนั้นเสียงอ่อนศรีก็ดังขึ้น
       “ไอ้หนุ่มมาทำอะไรลับๆล่อๆอยู่ตรงนี้”
       ระวีรำไพสะดุ้งหันขวับมา เห็นอ่อนศรียืนทาแป้งหน้าขาวอยู่ในระยะประชิด ระวีรำไพถึงกับกระโดดโหยงร้องออกมาด้วยความตกใจ
       “เฮ้ยยย!!”
       อาทิตยรังสีชะงักนิดๆ ได้ยินเสียงร้องแว่วๆมาจากหน้าบ้าน เขาละสายตาจากหนังสือมองมาที่หน้าบ้าน...ระวีรำไพหายใจหนักๆ ด้วยความตกใจ พยายามตั้งสติ อ่อนศรีเพ่งมองอีกที
       “อ้าว...นายตะวันนี่ ! มาด้อมๆมองๆอะไร”
       อ่อนศรีมองเข้าไปในบ้านเห็นอาทิตยรังสี มองออกมาด้วยความสงสัย เขาหันมาถามระวีรำไพ
       “มาแอบดูคุณชายอาทิตยรังสี หรือไงหะ”
       ระวีรำไพอึกๆอักๆ พูดไม่ออก
       “เอ่อ...คือ”
       “อ้าว ว่าไง ถ้าไม่ตอบจะพาเข้าไปหาคุณชายด้วยกันนะ”
       ระวีรำไพสะดุ้ง
       “ว่าไงหะ มายืนทำอะไรตรงนี้ ตอบมาซะดีๆ”
       ระวีรำไพหน้าเสีย...ทำไงดี
       
       เกษรา ธราธร ชินกรคุยกันในบ้านพักหลังเล็ก ชินกรทวนคำด้วยความแปลกใจ
       “จริงเหรอครับ นายก้องเกียรติ์เป็น...เป็นญาติกับคุณเกษ”
       ธราธรพยายามทำเนียนๆ โกหกหน้าตาย
       “ใช่ครับ...คุณพ่อนายก้องเป็นน้องชายของคุณแม่ของน้องเกษ”
       เกษราพยักหน้า
       “ใช่ครับ...คุณพ่อผม...เป็นน้องชายของคุณแม่พี่เกษครับ พูดง่ายๆคือ...พ่อผมเป็นน้าของพี่เกษนั่นเองครับ”
       ชินกรมองหน้าเกษราอีกที
       “ถึงว่า !!หน้าคล้ายกันมาก นี่ถ้าเอาวิกผมยาวมาใส่ แต่งหน้านิดหน่อย นี่...ใช่เลยนะครับเนี่ย ผมนั่งมองหน้ามาตลอดทาง คุ๊น คุ้น แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน นี่แสดงว่าสายตาผมใช้ได้เหมือนกันนะครับเนี่ย”
       ชินกรภูมิใจ มองๆแล้วก็ขำๆ เกษรายิ้มแห้งๆ
       “ใช่ครับ อาจารย์ชินกรสายตาดีมาก ผมยังนึกไม่ถึงว่าจะมีคนจำได้”
       ชินกรมองเกษราไม่วางตายังรำพึง
       “แต่จะว่าไป...ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือน ทั้งตา จมูก ปาก” เขาก้มมาดูใกล้ๆ “ไม่น่าเชื่อเลย”
       ธราธรเห็นท่าจะไม่ดี รีบตัดบท
       “อาจารย์ชินกรครับ ผมว่านี่ก็ดึกแล้ว เราแยกย้ายกันไปพักผ่อนดีกว่านะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปที่ปราสาทแต่เช้า...นายก้อง ไปนอนได้แล้วไป”
       เกษรารีบรับคำ
       “ครับ ราตรีสวัสดิ์นะครับ”
       เกษราพูดลอยๆ เหมือนจะบอกทั้งสองคน เธอหันหลังจะไปทันใดนั้นชินกรก็พูดขึ้นอีกที
       “เดี๋ยว !!”
       เกษราหันมาชักหงุดหงิดอะไรอีกนะ
       “แล้วนี่นายระวีหายไปไหน”
       ธราธรชะงักคิด นั่นสิ ระวีรำไพหายไปไหนนะ

  อ่อนศรียืนอยู่ในห้องกับอาทิตยรังสีแค่สองคน อาทิตยรังสีถามด้วยความแปลกใจ
       “ใครนะ”
       “คุณชายธราธรครับ คุณชายใหญ่ฝากให้นักศึกษามาเตือนท่านว่า อย่าลืมกินยาหลังอาหาร”
       “คุณชายใหญ่ฝากนักศึกษามาบอกฉันเนี่ยนะ”
       “ครับ...พอดีเมื่อกี๊ผมเห็นนักศึกษาคนนึงมายืนลับๆล่อๆอยู่ที่หน้าบ้านพัก ถามไปถามมา แกก็บอกว่าอาจารย์หม่อมธราธรวานให้แกมาเรียนคุณชายเรื่องกินยาน่ะครับ”
       อาทิตยรังสีพยักหน้าเข้าใจแล้วก็ยิ้มๆ รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่พูดอะไร
       “เข้าใจล่ะ...แล้วนักศึกษาคนนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ”
       “วิ่งหนีกลับไปแล้วครับ พอผมจะชวนแกเข้ามาหาท่าน แกก็ระล่ำระลักบอกเรื่องที่คุณชายธราธรฝากมาบอกแล้วก็วิ่งแน่บไปเลยครับ”
       อาทิตยรังสีขำๆ
       “คงกลัวว่าจะโดนจับได้ล่ะสิ”
       อ่อนศรีงง
       “อะไรนะครับ”
       “เปล่าไม่มีอะไร...ขอบใจมากที่เป็นคนส่งสารมาให้ฉันอีกทอดหนึ่ง”
       อาทิตยรังสีเดินมานั่งที่โต๊ะทำงานเหมือนเดิมพูดเสียงจริงจังขึ้น
       “อ่อนศรี...แล้วเรื่องที่ฉันขอให้ช่วยหาข้อมูล เป็นยังไงบ้าง มีความคืบหน้าอะไรหรือเปล่า”
       อ่อนศรีเสียงเครียดขึ้น
       “มีครับ...”
       อ่อนศรีมองซ้ายมองขวา อาทิตยรังสีพยักหน้าให้ปิดประตู อ่อนศรีพยักหน้ารับและเดินไปที่ประตู มองซ้ายมองขวาอีกครั้งก่อนจะปิดประตู
       พรานสมอายุน้อยกว่าอ่อนศรี แววตาโหดเหี้ยมและเย็นชา ยืนแอบซุ่มอยู่ที่หลังต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านพักมองไปที่บ้านพักด้วยแววตาไม่เป็นมิตร พอเห็นปิดประตูมิดชิดก็รู้ว่าตัวเองโดนกันออกมาแล้ว พรานสมมองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครก็ค่อยๆ เดินหลบออกมาอย่างแผ่วเบา
       
       อ่อนศรีส่งสมุดเก่าๆซึ่งเป็นภาพสเก็ตซ์วัตถุโบราณประเภทหน้าบัน และภาพสลัก ของเขาให้ อาทิตยรังสีรับมาดู พร้อมกับฟังอ่อนศรีอธิบายไปด้วย
       “นี่เป็นภาพที่ผมวาดจากความทรงจำ ก่อนที่ไอ้พวกนั้นมันจะขโมยไป ตัวปราสาทที่โดนบุกรุกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ผมคิดว่าพวกมันยังคงอยู่ไม่ไกล”
       “โจรกลุ่มนี้ เป็นคนในพื้นที่หรือเปล่า”
       “หัวหน้ามันคงไม่ใช่ แต่ในกลุ่มมัน ต้องมีคนในพื้นที่แน่นอน เพราะปราสาทที่มันเพิ่งบุกรุกมีคนในหมู่บ้านเท่านั้นที่รู้ คนนอกไม่มีทางรู้จักแน่ๆ”
       อาทิตยรังสีคิค แล้วก็เศร้า
       “หมดกัน...ถ้าคนในหมู่บ้านเป็นโจรซะเอง เราจะป้องกันปราสาทที่เหลือได้ยังไง ป่านนี้พวกมันคงไล่บุกรุกปราสาทเล็ก ปราสาทน้อย ที่รายล้อมอยู่รอบหมู่บ้าน แล้วก็ขโมยสมบัติชาติไปหมด กว่าพวกเราจะตามเจอ ก็คงเหลือแต่ซาก หรือไม่ก็...” อาทิตยรังสีมองภาพที่วางอยู่ตรงหน้า “ภาพวาด”
       อาทิตยรังสีพูดด้วยความเสียใจ อ่อนศรีมองซ้ายมองขวาเชคอีกรอบก่อนจะพูดต่อ
       “ไม่หรอกครับ เพราะยังมีปราสาทอีก 5 แห่งที่พวกมันไม่รู้ มีแต่ผมเท่านั้นที่ค้นพบและรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน”
       อาทิตยรังสีเงยหน้ามอง อ่อนศรีมองตอบแววตาจริงจังนิ่งๆ และค่อยๆหยิบแผนที่ออกมาจากย่ามส่งให้ อาทิตยรังสีรับมาดูด้วยความประหลาดใจ แผนที่ในมือเขาเป็นแผนที่ที่วาดด้วยมือจากความชำนาญ และกากบาทจุดที่ตั้งของปราสาททั้ง 5 แห่ง อาทิตยรังสีมองดูแผนที่ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
       “เราจะต้องปกป้องปราสาทพวกนี้ ก่อนที่พวกโจรมันจะหาเจอ”
       อาทิตยรังสี เงยหน้าพูดกับอ่อนศรีด้วยความมุ่งมั่น อ่อนศรียิ้มรับด้วยความหวัง
       “สมบัติของชาติ จะต้องอยู่บนผืนแผ่นไทยให้ลูกหลานเราได้ศึกษาความเป็นมาสืบต่อไป ไม่ใช่ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ หรือเป็นแค่ของประดับในบ้านของคนต่างชาติที่ไม่รู้คุณค่าที่แท้จริง”
       อาทิตยรังสีพูดด้วยความมุ่งมั่น อ่อนศรีพยักหน้าเห็นด้วยสุดหัวใจ อาทิตยรังสีก้มมองภาพวาดอีกครั้งด้วยความเสียใจและเสียดาย
       
       วัตถุโบราณชิ้นเดียวกับรูปภาพของอ่อนศรีถูกวางสุมอยู่ในถ้ำอย่างไม่มีคุณค่า ข้างๆมีขวดเหล้าวิสกี้เปล่าวางระเกะระกะอยู่ อีริค หนุ่มลูกครึ่งวัยเกือบสามสิบร่างกายกำยำ หน้าตาเลือดเย็น นั่งขัดกระบอกปืนและประกอบปืนอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญอย่างสูง อีริคประกอบปืนเรียบร้อยและยกเล็งตั้งเชคศูนย์อย่างเท่ พรานสมเดินเข้ามา อีริคหันปืนขวับไปทันทีด้วยความระมัดระวัง พรานสมตกใจ
       “คุณอีริค ผมเอง !!”
       อีริคเห็นว่าเป็นพรานสมก็ลดปืนลง
       “ไอ้พวกนั้นมากันหรือยัง”
       “ยั้วะเยี้ยะเลยครับ ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ เดินกันให้ควั่กไปหมด”
       อีริคคิดๆแล้วถาม
       “เจอเป้าหมายของเราหรือยัง”
       “ยังครับ พรุ่งนี้จะให้ผมเข้าไปหาเลยหรือเปล่า”
       อีริคคิดแล้วก็สั่งอย่างอารมณ์เย็น
       “ถ้าเจอแล้วก็บอกด้วยว่า ของชุดนี้จะส่งไปที่ชายแดนพรุ่งนี้เช้า ไม่เกินเจ็ดวันถึงมือลูกค้าแน่ ส่วนงานต่อไปพวกเราพร้อมแล้ว จะได้ลงมือเมื่อไหร่บอกมาเลย”
       พรานสมพยักหน้ารับคำสั่ง
       
       อีริคยิ้มร้าย ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย


 ในห้องนอนบ้านพักหลังเล็ก ระวีรำไพพูดขึ้นด้วยความตกอกตกใจ
       “อาจารย์ชินกรจำพี่เกษได้เหรอคะ”
       เกษรารีบจุ๊ปาก
       “ชูวร์ ! เบาสิคะน้องมะปราง อาจารย์ชินกับพี่ชายใหญ่นอนอยู่ห้องข้างๆนี่เองนะคะ”
       ระวีรำไพนึกได้ รีบปิดปากทันที
       
       อีกห้องหนึ่งชินกร ยืนอยู่ที่ผนัง ยืนงงๆ
       “เสียงผู้หญิงคุยกันดังมาจากไหน”
       ธราธรสะอึกบ่นเบาๆ
       “เอาอีกแล้ว...”
       ชินกรหันมาถาม
       “อาจารย์หม่อมได้ยินมั้ยครับ”
       ธราธรรีบเก๊ก เนียน
       “ไม่ได้ยินนะครับ ไม่เห็นได้ยินอะไรเลย” เขาทำเป็นเงี่ยหูฟัง “ผมว่าอาจารย์คงจะหูฝาดน่ะ นอนเถอะครับ ดึกแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
       ธราธรตัดบทแล้วก็ล้มตัวลงนอนเลย ตัดปัญหา ชินกรยังมองไปรอบๆห้อง เงี่ยหูฟังอีกที แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว ก็พยายามไม่คิดมาก แล้วก็นอนตามธราธรไป
       “เฮ่อ...จะรอดจนถึงวันสุดท้ายมั้ยนะ” ธราธรบ่นเบาๆด้วยความหวั่นใจ
       
       ระวีรำไพกระซิบเบาๆ
       “แล้วรอดมาได้ยังไงคะ”
       “พี่ชายใหญ่บอกพ่อของก้องเกียรติ์เป็นน้าของเกษรา เราก็เลยหน้าเหมือนกัน โชคดีที่พี่ชายใหญ่เป็นคนน่าเชื่อถือ อาจารย์ชินกรเลยไม่คิดว่าโกหก”
       “ก็จริงนะคะ พี่ชายใหญ่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ พูดอะไรคนอื่นก็ฟัง แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังต้องฟัง”
       เกษราคิดแล้วก็พูดขึ้น
       “พี่ชายใหญ่กับน้องปรางดูสนิทกันมากเลยนะคะ”
       ระวีรำไพยิ้มๆ
       “เธอเป็นพี่ที่น่ารักตั้งแต่ปรางตัวเท่าเมี่ยง ตอนนั้นปรางเพิ่งกลับจากอังกฤษ ไม่มีเพื่อนเล่น พี่ชายใหญ่ก็มาเล่นเป็นเพื่อน ขอให้ดื่มน้ำชากับตุ๊กตา...แกก็ยอม” เธอยิ้มๆขำๆแล้วก็พูดต่อ “ปรางโชคดีที่มีพี่ชายน่ารัก และอีกไม่นานก็จะมีพี่สาวที่น่ารักเพิ่มมาอีกหนึ่งคน”
       ระวีรำไพมองยิ้มๆ เกษราทำหน้างง ระวีรำไพอธิบายเพิ่มเติม
       “ก็พี่เกษกับพี่ชายใหญ่เป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน คงจะมีข่าวดีเร็วๆนี้”
       เกษราส่ายหน้า
       “ไม่หรอกค่ะ พี่ชายใหญ่ยังไม่เอ่ยปากถึงเรื่องแต่งงานกับพี่เลย ไม่ใช่เร็วๆนี้แน่นอน...บางที มันอาจจะไม่มีเลยก็ได้”
       ระวีรำไพขมวดคิ้ว เกษราตัดบท
       “นอนเถอะค่ะดึกแล้ว”
       เกษรายิ้มๆ แล้วก็หันหลังล้มตัวลงนอนเลย ระวีรำไพมองตามแล้วความกังขา ก่อนจะล้มตัวลงนอนตามไปทั้งที่ยังค้างคาใจ...เกษราถอนหายใจเบาๆ เมื่อคิดถึงภาระหนักอึ้งที่แบกอยู่ ในใจช่างไม่มีความสุขเอาเสียเลยกับการที่ต้องอยู่ในฐานะคู่หมั้นคู่หมายของธราธร
       
       จบตอนที่ 3







 

PageRank Checking Icon